เห็ดขี้ควาย อาจเป็นความหวังใหม่รักษา PTSD งานวิจัยพบทหารผ่านศึก 75% อาการดีขึ้น

โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยในทหารผ่านศึก ผู้ประสบภัยพิบัติ ผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุรุนแรง หรือผู้เผชิญเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ โดยผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีอาการเรื้อรังและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและจิตบำบัดแบบมาตรฐาน
ล่าสุด งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาได้จุดประกายความหวังครั้งใหม่ เมื่อพบว่า ไซโลไซบิน (Psilocybin) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่พบในเห็ดบางชนิด ซึ่งคนไทยรู้จักกันในชื่อ "เห็ดขี้ควาย" อาจช่วยบรรเทาอาการ PTSD ที่รุนแรงและดื้อต่อการรักษาได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลการศึกษาครั้งแรกในทหารผ่านศึก
งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Communications Medicine นับเป็นการทดลองทางคลินิกครั้งแรกที่ศึกษาการใช้ไซโลไซบินร่วมกับจิตบำบัดในกลุ่มทหารผ่านศึกที่เป็นโรค PTSD
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ (The Ohio State University) ศึกษาในอาสาสมัครทหารผ่านศึกจำนวน 12 คน ซึ่งล้วนมีอาการ PTSD ระดับรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบเดิม
ผลการศึกษาพบว่า 9 จาก 12 คน หรือประมาณ 75% ไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรค PTSD อีกต่อไป หลังสิ้นสุดการรักษาเพียง 1 เดือน ขณะที่ผู้เข้าร่วมอีก 2 คนมีอาการดีขึ้น แม้ยังไม่หายจากโรค และอีก 1 คนมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
สเตซี อาร์มสตรอง (Stacey Armstrong) หนึ่งในนักวิจัย กล่าวว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวถือว่าน่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและรักษาได้ยาก
การรักษาทำอย่างไร?
การทดลองใช้เวลาทั้งหมด 11 สัปดาห์ โดยไม่ได้อาศัยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง
การเตรียมความพร้อมทางจิตใจก่อนรับการรักษา
การได้รับไซโลไซบินสังเคราะห์ 2 ครั้ง
การทำจิตบำบัดระหว่างการรักษา
การบำบัดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยประมวลและบูรณาการประสบการณ์หลังได้รับยา (Integration Therapy)
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า ไซโลไซบินถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรักษาภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมแพทย์และนักจิตวิทยา ไม่ใช่การใช้เห็ดขี้ควายหรือสารไซโลไซบินด้วยตนเอง
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรง
นักวิจัยระบุว่า ผลข้างเคียงที่พบมากที่สุดคือ อาการปวดศีรษะเล็กน้อย และไม่พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงจากการรักษาในการศึกษาครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การใช้ไซโลไซบินควรเกิดขึ้นภายใต้การควบคุมทางการแพทย์เท่านั้น เนื่องจากเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อสมองและอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจได้หากใช้โดยไม่มีการดูแลที่เหมาะสม
ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็น "ยารักษา"
แม้ผลลัพธ์จะน่าจับตา แต่ อลัน เดวิส (Alan Davis) หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า การศึกษานี้ถูกออกแบบมาเพื่อประเมิน ความปลอดภัย (Safety Trial) เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลของการรักษาอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ การทดลองยังมีข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่
จำนวนผู้เข้าร่วมเพียง 12 คน
ไม่มีการเปรียบเทียบกับยาหลอก (Placebo)
ยังไม่มีข้อมูลผลลัพธ์ระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงเตรียมติดตามอาสาสมัครต่อเนื่องนานถึง 6 เดือน และมีแผนระดมทุนเพื่อดำเนินการทดลองแบบสุ่มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะช่วยยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการรักษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ความสนใจต่อเวชศาสตร์สารหลอนประสาทเพิ่มขึ้น
ผลการศึกษานี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจต่อการนำสารหลอนประสาทมาใช้ทางการแพทย์มากขึ้น
รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีนโยบายสนับสนุนการวิจัยด้านเวชศาสตร์สารหลอนประสาท โดยมีคำสั่งให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขเร่งศึกษาศักยภาพของการรักษาโรคทางจิตเวชด้วยสารกลุ่มนี้ พร้อมเพิ่มการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัย
ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ก็กำลังเร่งพิจารณางานวิจัยหลายโครงการ ทั้งการใช้ไซโลไซบินรักษาภาวะซึมเศร้าที่ดื้อต่อการรักษา และการใช้สารที่เกี่ยวข้องกับ MDMA สำหรับผู้ป่วย PTSD
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไซโลไซบินยังคงเป็น สารควบคุมประเภทที่ 1 (Schedule I Controlled Substance) ตามกฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งหมายถึงสารที่ยังไม่มีการยอมรับให้ใช้เป็นยาทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ และมีความเสี่ยงต่อการนำไปใช้ในทางที่ผิด
ความหวังใหม่ แต่ยังไม่ใช่ทางเลือกที่ใช้ได้ทั่วไป
ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่า การใช้ไซโลไซบินร่วมกับจิตบำบัดอาจเป็นอีกก้าวสำคัญของการรักษา PTSD โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีรักษาแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น รวมถึงติดตามผลระยะยาว เพื่อยืนยันว่าการรักษาแนวทางนี้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสามารถนำมาใช้ในเวชปฏิบัติได้จริงในอนาคต
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ งานวิจัยดังกล่าวเป็นการใช้ ไซโลไซบินสังเคราะห์ในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ ควบคู่กับจิตบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่การรับประทานเห็ดขี้ควายเพื่อรักษาโรคด้วยตนเอง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายและยังผิดกฎหมายในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
