“สุวรรณภูมิ–ดอนเมือง” ฟื้นแล้ว! เร่งไต่อันดับโลก สนามบินไทยเปิดเกมรุก ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือ "ฮับการบินเอเชีย"

สนามบินไทยอันดับดีขึ้น…แต่เกมจริงเพิ่งเริ่ม ไทยต้องเร่งเครื่องจาก “ทางผ่าน” สู่ “จุดหมาย”
สนามบินไทยกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน หลังผลจัดอันดับสนามบินโลกปี 2026 ออกมาดีขึ้นทั้งระบบ โดยเฉพาะ “สุวรรณภูมิ” และ “ดอนเมือง” ที่ขยับอันดับขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงการพัฒนาเชิงโครงสร้างและการยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารในช่วงที่ผ่านมา
รายงานจาก Skytrax บริษัทวิจัยและจัดอันดับด้านการบินระดับโลก ระบุว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 36 ของโลก จากอันดับ 39 ในปีก่อนหน้า พร้อมทั้งคว้าอันดับ 4 ของโลกในกลุ่มสนามบินที่รองรับผู้โดยสาร 60–70 ล้านคนต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับเดียวกับสนามบินศูนย์กลางขนาดใหญ่ของโลก
ขณะที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ถูกจัดอันดับอยู่ที่ 7 ของโลก ในหมวดสนามบินสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ ขยับขึ้นจากอันดับ 8 ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงบทบาทที่ยังแข็งแกร่งของไทยในตลาดโลว์คอสต์ ซึ่งเป็นตลาดหลักของการเดินทางในภูมิภาคเอเชีย
ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการลงทุนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่นำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นระบบอัตโนมัติ e-Gate การจัดการสัมภาระ การขยายเทอร์มินัล รวมถึงการปรับปรุงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความสะอาด
หากมองลึกในเชิงเศรษฐกิจ การที่สนามบินสุวรรณภูมิสามารถไต่ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มสนามบินที่รองรับผู้โดยสารระดับ 60–70 ล้านคนต่อปี ไม่ได้สะท้อนเพียงศักยภาพด้านการบินเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “เม็ดเงินมหาศาล” ที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
ผู้โดยสารหนึ่งคนไม่ได้ใช้จ่ายแค่ค่าตั๋วเครื่องบิน แต่ยังรวมถึงค่าโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางในประเทศ และการใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต่อยอดไปสู่ภาคธุรกิจและการจ้างงานจำนวนมาก
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างสนามบินของไทยที่มีทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ทำงานร่วมกันในลักษณะ dual-airport system ถือเป็นจุดแข็งสำคัญของกรุงเทพฯ ในการเป็น “ประตูสู่ภูมิภาค” โดยสุวรรณภูมิทำหน้าที่รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศและสายการบินระดับพรีเมียม ขณะที่ดอนเมืองรองรับสายการบินต้นทุนต่ำและปริมาณผู้โดยสารจำนวนมาก
อีกหนึ่งจุดสำคัญของการจัดอันดับครั้งนี้ คือ การประเมินมาจากผู้โดยสารจริงทั่วโลก ผ่านแบบสำรวจ World Airport Survey ซึ่งครอบคลุมทั้งความรวดเร็วในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ความสะอาด ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการ
สิ่งนี้สะท้อนว่า ภาพลักษณ์ของสนามบินไทยในสายตาผู้โดยสารโลกกำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในมุมเศรษฐกิจ ภาพรวมดังกล่าวสะท้อน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยหลังวิกฤตโควิด การกลับมาอยู่ในสนามแข่งขันระดับโลก และการเร่งตัวของการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน
เนื่องจากสนามบินในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม แต่เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงทั้งการท่องเที่ยว การลงทุน และโลจิสติกส์
ประเทศที่มีสนามบินคุณภาพสูง ย่อมมีความได้เปรียบในการดึงดูดสายการบิน นักท่องเที่ยว และเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะขยับอันดับขึ้น แต่ยังคงมีโจทย์ท้าทายสำคัญ เพราะอันดับที่ 36 ของโลก ยังห่างจากกลุ่ม Top 10 ซึ่งเป็นระดับของสนามบินชั้นนำที่แท้จริง
ขณะเดียวกัน การแข่งขันในภูมิภาคยังคงรุนแรง โดยสนามบินชั้นนำของโลกในปี 2026 ยังคงเป็นสิงคโปร์ อินชอน และโตเกียว ฮาเนดะ ซึ่งแต่ละแห่งมีจุดแข็งที่ชัดเจน ทั้งด้านประสบการณ์ผู้โดยสาร เทคโนโลยี และการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ
แนวโน้มของสนามบินโลกในปัจจุบันกำลังมุ่งไปสู่ 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ การใช้ระบบอัตโนมัติและ AI การยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารให้สะดวกที่สุด และการเพิ่มรายได้จากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในสนามบิน
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างจีน อินเดีย อาเซียน และตะวันออกกลาง แต่ยังต้องเร่งพัฒนาในหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาความแออัด การบริหารจัดการช่วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่น และประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ไต่อันดับ” แต่คือการสร้างจุดยืนของไทยในเวทีโลก ว่าจะเป็นอะไรในฐานะศูนย์กลางการบิน
เพราะในยุคใหม่ สนามบินไม่ได้เป็นแค่จุดขึ้นลงของเครื่องบิน แต่เป็น “จุดหมายปลายทาง” ที่สร้างประสบการณ์ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ
และหากไทยสามารถยกระดับสนามบินให้เป็นมากกว่าทางผ่านได้จริง โอกาสในการก้าวสู่การเป็น “ฮับการบินของเอเชีย” ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
