รีเซต

ค้นพบครั้งแรกของโลก เนื้อเยื่อใจหัวใจซ่อมตัวเองได้ หลังเกิดภาวะหัวใจวาย

ค้นพบครั้งแรกของโลก เนื้อเยื่อใจหัวใจซ่อมตัวเองได้ หลังเกิดภาวะหัวใจวาย
TNN ช่อง16
29 มกราคม 2569 ( 14:15 )

ทีมวิจัยจากมหาลัยซิดนีย์ออสเตรเลีย พบว่า เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจสามารถงอกใหม่ได้หลังเกิดภาวะหัวใจวาย ซึ่งเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบฟื้นฟูในอนาคต

การค้นพบนี้ถือว่าเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่มีมานาน ซึ่งเดิมที วงการแพทย์เชื่อว่าเมื่อเกิดหัวใจวาย เซลล์หัวใจที่ตายไปจะไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ ทำให้หัวใจสูญเสียความสามารถในการสูบฉีดเลือดอย่างถาวร

ดร.โรเบิร์ต ฮิวม์ ผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้ บอกว่า จากงานวิจัยชิ้นนี้ ได้พบว่า แม้หัวใจจะเกิดแผลเป็นหลังหัวใจวาย แต่ร่างกายยังสามารถสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจใหม่ได้ ซึ่งเปิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาการรักษา

อย่างไรก็ตาม ปริมาณเซลล์ใหม่ที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังเกิดภาวะหัวใจวาย อาจยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันผลกระทบรุนแรงจากภาวะดังกล่าวได้ แต่นักวิจัยหวังว่า การค้นพบใหม่นี้ จะสามารถพัฒนาวิธีการรักษาที่ช่วย “กระตุ้น” ความสามารถตามธรรมชาติของหัวใจให้สร้างเซลล์ใหม่ได้มากขึ้น และช่วยฟื้นฟูหัวใจหลังเกิดภาวะหัวใจวายในอนาคต

แม้ก่อนหน้านี้จะมีการสังเกตพบการแบ่งตัวของเซลล์หัวใจในหนูทดลองหลังเกิดหัวใจวายมาแล้ว แต่การศึกษาครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่สามารถยืนยันปรากฏการณ์ดังกล่าวในมนุษย์

นักวิจัยใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อหัวใจจากผู้ป่วยที่ยังมีชีวิต ซึ่งเก็บระหว่างการผ่าตัดบายพาสหัวใจจากผู้ป่วยที่ให้ความยินยอ โดยตัวอย่างเนื้อเยื่อดังกล่าวถูกเก็บจากทั้งบริเวณที่มีโรคและไม่มีโรค 

การพัฒนาเทคนิคการเก็บเนื้อเยื่อหัวใจจากผู้ป่วยที่ยังมีชีวิต ทำให้ทีมวิจัยสามารถสร้างแบบจำลองในห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ศึกษากลไกการฟื้นฟูหัวใจ และต่อยอดสู่การพัฒนาวิธีรักษาใหม่ ๆ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการนำการค้นพบนี้ไปใช้สร้างเซลล์หัวใจใหม่เพื่อย้อนกลับภาวะหัวใจล้มเหลว 

การใช้เนื้อเยื่อหัวใจมนุษย์จริงยังช่วยให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากขึ้นในการพัฒนายารักษาโรคหัวใจ และขณะนี้ทีมวิจัยได้ระบุโปรตีนหลายชนิดที่เคยพบว่ามีบทบาทในการฟื้นฟูหัวใจของหนูทดลอง ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่น่าตื่นเต้นในการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาต่อยอดสู่การรักษาในมนุษย์

ทั้งนี้ โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก และคิดเป็นเกือบ 1 ในส 4  หรือราว 24 เปอร์เซ็นต์ หากมีแนวทางการรักษาใหม่ๆ ในอนาคต ก็จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกมหาศาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง