รีเซต

2 โบรกฯ จับทิศลงทุนหุ้น TOP

2 โบรกฯ จับทิศลงทุนหุ้น TOP
ทันหุ้น
17 ตุลาคม 2566 ( 12:37 )
166

#ทันหุ้น - บล.ดาโอ คงคำแนะนำ “ซื้อ” TOP ที่ราคาเป้าหมายที่ 64.00 บาท อิง 2567E PBV ที่0.84x (ประมาณ -1.0SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV 5 ปีย้อนหลัง) ประเมินว่า TOP จะรายงานกำไร Q3/66E ที่แข็งแกร่งที่ 1.00 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 12 ล้านบาทใน Q3/65 และ 1.1 พันล้านบาทใน Q2/66 หลักๆ หนุนด้วยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันและราคาน้ำมันดิบ (crack spread) ที่แข็งแกร่งจากอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ gasoline ที่สูงขึ้นฤดูกาลขับรถของ US และเชื่อว่ากำไรของ TOP ได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้วและฤดูกาลปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นทั่วโลก 

 

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะรับรู้กำไรจากสต๊อก (stock gain) ก้อนใหญ่ในไตรมาสนี้ ในขณะเดียวกัน ประเมินว่าบริษัทจะรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำมันรั่ว อย่างไรก็ดี เชื่อว่ากำไรของบริษัทจะอ่อนตัว QoQ ใน Q4/663E ตามแนวโน้ม crack spread ที่ลดลงตามภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีความตึงตัวน้อยลงและการเพิ่มการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันจากจีน

 

ฝ่ายวิจัย คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2566E/2567E ที่ 1.38/1.43 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 3.27 หมื่นล้านบาทในปี 25652 โดยมีสมมติฐานที่ส าคัญ คือ 1) ค่าการกลั่นตลาด (market GRM)จะอ่อนตัวลงในช่วง USD6.1/bbl-USD7.5/bbl จาก USD11.9/bbl ในปี 2565 2) บริษัทจะรับรู้ stock loss ในช่วง 4.7-4.9 พันล้านบาท เทียบกับกำาไร 3.6 พันล้านบาท และ 3) ค่าใช้จ่ายทางการเงินที่สูงขึ้นในช่วง 4.0-4.3 พันล้านบาท เทียบกับ 3.9 พันล้านบาทในปี 2565 อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยคาดอัตราการใช้กำลังการกลั่น (refinery run rate) จะอยู่ที่ 110.0%-111.5% สูงขึ้นจาก 107% ในปี 2565

 

ราคาหุ้น outperform SET 4% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา สอดคล้องกับ crack spread ที่ฟื้นตัว โดยได้แรงหนุนจากการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นในต่างประเทศ ทั้งนี้ราคาปิดล่าสุดสะท้อน valuation ที่น่าดึงดูดที่ 2567E PBV 0.65x (ประมาณ -1.50SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV 5 ปีย้อนหลัง) ทั้งนี้ หากประมาณการกำไรของฝ่ายวิจัยถูกต้อง กำไรปกติ (ไม่รวม stock gain)9M66E จะอยู่ที่ 84% ของประมาณการกำไรทั้งปีของฝ่ายวิจัย โดยเชื่อว่ากำไรของบริษัทจะอ่อนตัว QoQ ใน Q4/66E ตามแนวโน้ม crack spread ที่ลดลงหลังจีนมีการเพิ่มโควตาการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน อีกทั้ง market GRM ยังจะมีปัจจัยกดดันจากแนวโน้มพรีเมียมน้ำมันดิบ (crude premium) ที่สูงขึ้น QoQ 

 

ด้าน บล.กสิกรไทย มอง TOP แนวโน้มที่แข็งแกร่งทั้งระยะสั้นและระยะยาว คงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วย TP  55.50 บาท จากส่วนต่างน้ำมันกลุ่มดีเซลที่อยู่ในระดับสูง คาดหุ้นจะมีตัวคูณมูลค่าที่สูงขึ้นในปี 2568 หลังโครงการ CFP แล้วเสร็จ และคาด GRM ฟื้นตัวภายในเดือนม.ค. 2567 จากอุปทานที่ลดลงท่ามกลางอุปสงค์ในฤดูหนาวที่สูงขึ้น โดย GRM สิงคโปร์เฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลในปี 2566-68

 

ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/66 ที่ 1.04 หมื่นลบ. เพิ่มขึ้น YoY, QoQ จาก GRM ที่ดีและมีกำไรสต๊อกน้ำมัน เหตุการณ์น้ำมันรั่วทำให้เกิดค่าใช้จ่ายทำความสะอาดเล็กน้อย

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง