รีเซต

AMA ปักธงโลจิสติกส์  Cold Chain ครบวงจร

AMA ปักธงโลจิสติกส์  Cold Chain ครบวงจร
ทันหุ้น
6 มกราคม 2569 ( 01:45 )
30

นายพิศาล รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ AMA ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าเหลวทางเรือระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ปี 2569 บริษัทยังไม่มีแผนซื้อเรือเพิ่มเติม เนื่องจากสภาพตลาดปัจจุบันยังไม่เอื้อให้ลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตามบริษัทจะเดินหน้าลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์และระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistics) โดยมีแผนเพิ่มรถขนส่งอีกประมาณ 23 คัน ภายหลังปี 2568 ได้เพิ่มรถไปแล้วรวม 14 คัน

เพิ่มรถบริการ

สำหรับแผนเพิ่มรถ Cold Chain ในปี 2569 บริษัทจะทยอยเพิ่มรถในไตรมาส 1/2569 จำนวน 7 คัน, ไตรมาส 3/2569 จำนวน 10 คัน และไตรมาส 4/2569 จำนวน 5 คัน รวมเป็น 23 คัน แบ่งเป็นรถ 4 ล้อ Standard จำนวน 7 คัน, รถ 4 ล้อ Jumbo จำนวน 14 คัน และรถ 6 ล้อ จำนวน 2 คัน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 31.5 ล้านบาท โดยแม้จำนวนรถที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2568 แต่ส่วนใหญ่เป็นรถขนาดเล็ก จึงอาจไม่ได้ส่งผลต่อรายได้รวมอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นการขยายขีดความสามารถในการให้บริการ Cold Chain โดยลูกค้าหลักยังคงเป็น “พันธุ์ไทย” และมีลูกค้ารายอื่นเพิ่มเติมบางส่วน

ก่อนหน้านี้ AMA มีแผนและได้เลือกลงทุนในธุรกิจ Cold Chain โดยมีเป้าหมายพัฒนาเป็นผู้ให้บริการแบบ One-Stop Service สำหรับผู้ส่งออกตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งในระยะถัดไปบริษัทจำเป็นต้องมีคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิเป็นของตนเอง และคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าในการก่อสร้างคลังควบคุมอุณหภูมิภายใน 3 ปี

ขณะเดียวกัน บริษัทในเครือ บริษัท ทีเอสเอสเค โลจิสติกส์ จำกัด (TSSK) มีแผนลงทุนเพิ่มรถอีก 31 คัน มูลค่าการลงทุน 91.75 ล้านบาท เพื่อรองรับการขนส่งเม็ดพลาสติกภายในประเทศ โดยบางส่วนได้เริ่มทยอยเพิ่มแล้ว ทั้งนี้แผนเพิ่มรถของ TSSK จะขึ้นอยู่กับผลการประมูลงานว่าจะได้รับงานเพิ่มหรือไม่ อย่างไรก็ดีบริษัทคาดว่าจะมีงานใหม่เข้ามาสนับสนุนธุรกิจขนส่งเม็ดพลาสติกอย่างต่อเนื่อง

นายพิศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มรายได้ปี 2569 คาดจะเติบโตหรืออยู่ในระดับใกล้เคียงปี 2568 โดยธุรกิจเรือมีโอกาสฟื้นตัวได้จำกัดจากหลายปัจจัย รวมถึงความเสี่ยงจากภาวะค่าเงินบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ราว 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในปี 2569

อนึ่ง 9 เดือนแรกปี 2568 บริษัทมีรายได้แล้วที่ 2,212.08 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 174.66 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง