รีเซต

ผู้ใหญ่ 1 ใน 4 มีโอกาสเผชิญ “สโตรก” ชี้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มองข้าม

ผู้ใหญ่ 1 ใน 4 มีโอกาสเผชิญ “สโตรก” ชี้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มองข้าม
TNN ช่อง16
3 พฤศจิกายน 2569 ( 15:05 )

นพ.ภีม ณพัชญ์ธนชาญวิศิษฐ์ แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์ระบบประสาทและสมอง รพ.วิมุตพหลโยธิน ชวนทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างหัวใจกับสมองพร้อมแนะนำหลักสังเกตอาการBEFASTเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วลดโอกาสเกิดความพิการและการสูญเสีย

หัวใจเต้นผิดจังหวะอาจเป็นต้นเหตุของสมองขาดเลือด

นพ.ภีม ณพัชญ์ธนชาญวิศิษฐ์ อธิบายว่าโรคหลอดเลือดสมองเกิดจากหลอดเลือดที่เลี้ยงสมองตีบอุดตันหรือแตกทำให้เซลล์สมองเสียหาย ผู้ป่วยจึงอาจเกิดอัมพฤกษ์คือแขนขาอ่อนแรงแต่ยังขยับได้บางส่วนหรืออัมพาตคือไม่สามารถขยับอวัยวะส่วนนั้นได้ตลอดจนอาจมีปัญหาการพูดการมองเห็นหรือการทรงตัวขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของความเสียหายในสมองหนึ่งในสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน คือภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF)ซึ่งเป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่งที่ทำให้หัวใจห้องบนบีบตัวได้ไม่เต็มที่เลือดบางส่วนจึงคั่งและอาจจับตัวเป็นลิ่มเลือดหากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดที่เลี้ยงสมองจะทำให้สมองบริเวณนั้นขาดเลือดส่งผลให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและสารอาหารอย่างไรก็ตามผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วบางรายอาจไม่มีอาการใจสั่นหรือความผิดปกติที่สังเกตได้ชัดเจน แต่ยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดสมอง

รู้ทันสัญญาณ“โรคหลอดเลือดสมอง”ด้วยBEFAST พบอาการสงสัยโทร 1669

โรคหลอดเลือดสมองอาจแสดงอาการต่างกันตามส่วนของสมองที่ได้รับผลกระทบจึงควรสังเกตทั้งการทรงตัวการมองเห็นการเคลื่อนไหวและการพูดโดยใช้หลักBEFAST ช่วยจดจำสัญญาณเตือนได้แก่B — Balance เสียการทรงตัวหรือเดินเซฉับพลันE — Eyes ตามัวเห็นภาพซ้อนหรือมองไม่เห็นฉับพลันF — Face หน้าเบี้ยวมุมปากตกA — Arm แขนหรือขาอ่อนแรงโดยเฉพาะข้างใดข้างหนึ่งS — Speech พูดไม่ชัดพูดไม่ออกหรือฟังคำพูดแล้วไม่เข้าใจและT — Time โทร 1669 รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีนพ.ภีม ณพัชญ์ธนชาญวิศิษฐ์ ย้ำว่า “แม้จะพบอาการเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเกิดกับตนเองหรือคนรอบข้าง หรือรู้สึกว่าอาการดีขึ้น ก็ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็วเพราะอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองพร้อมแจ้งเวลาที่เริ่มมีอาการ หรือเวลาล่าสุดที่ทราบว่าผู้ป่วยยังไม่มีอาการผิดปกติ (Last Known Well) เพื่อช่วยให้แพทย์ประเมินแนวทางการรักษาได้อย่างเหมาะสม”

ถึงมือแพทย์เร็วเพิ่มโอกาสลดความเสียหายต่อสมอง

นอกจากเวลาที่เริ่มมีอาการแล้วแพทย์ยังต้องตรวจร่างกายและตรวจภาพสมองเพื่อหาสาเหตุเพราะอาการที่ดูคล้ายกันอาจเกิดได้ทั้งจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันและหลอดเลือดสมองแตกซึ่งมีวิธีรักษาต่างกันหากเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน แพทย์อาจพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้าม โดยทั่วไปควรเริ่มรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมงนับจากเวลาที่เริ่มมีอาการ หรือเวลาล่าสุดที่ทราบว่ายังปกติ ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีโอกาสได้รับการรักษาหลังพ้นช่วงเวลาดังกล่าว ขึ้นอยู่กับผลการตรวจภาพสมองและการประเมินของแพทย์ จึงไม่ควรรอดูอาการเพราะคิดว่ายังมีเวลาหรือไม่ไปโรงพยาบาลเพราะเข้าใจว่าสายเกินไปแล้วยิ่งเข้าถึงการรักษาเร็วก็ยิ่งเพิ่มโอกาสลดความเสียหายต่อสมอง ส่วนผู้ป่วยบางรายที่มีหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่อุดตันอาจรักษาด้วยการสอดสายสวนเข้าไปนำลิ่มเลือดออก

ดูแลหัวใจคุมโรคประจำตัวลดความเสี่ยง “โรคหลอดเลือดสมอง” ก่อนสาย


นอกจากการรักษาให้ทันเมื่อเกิดอาการแล้วการดูแลหัวใจตั้งแต่เนิ่นๆยังเป็นส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงสมองขาดเลือดผู้ที่มีอาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอเป็นๆหายๆควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุส่วนผู้ที่เป็นภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วควรรับการประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองจากประวัติสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงร่วมโดยแพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมเช่นตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ EKG)เพื่อดูจังหวะการเต้นการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) เพื่อดูโครงสร้างและการทำงานรวมถึงอัลตราซาวด์หลอดเลือดที่คอหรือตรวจภาพสมองด้วยCT Scan หรือMRI ตามอาการแพทย์จะพิจารณาความจำเป็นในการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นรายบุคคล โดยประเมินทั้งความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกหากต้องใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันลิ่มเลือดควรรับประทานตามแพทย์สั่งและไม่หยุดหรือปรับยาเองควบคู่กับการควบคุมความดันโลหิตเบาหวานและไขมันในเลือดในชีวิตประจำวันควรเน้นผักผลไม้ธัญพืชไม่ขัดสีถั่วและปลาลดเนื้อสัตว์แปรรูปอาหารเค็มจัดและเครื่องดื่มหวานรวมถึงควรออกกำลังกายระดับปานกลางเช่นเดินเร็วหรือปั่นจักรยานสะสมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาทีโดยผู้ที่มีโรคหัวใจหรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองควรให้แพทย์แนะนำระดับที่เหมาะสมรวมถึงงดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

“โรคหลอดเลือดสมองอาจเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างฉับพลันการใส่ใจสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการดูแลอนาคตของตัวเองด้วยเพราะเป้าหมายของการดูแลไม่ได้มีเพียงการรักษาโรคแต่รวมถึงการรักษาความสามารถในการทำงานดูแลครอบครัวและทำสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตจึงอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้และให้เวลากับการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ”นพ.ภีม ณพัชญ์ธนชาญวิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง