ใหลตาย ภัยเงียบขณะหลับ รู้ทันความผิดปกติของหัวใจ ก่อนสายเกินไป

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “โรคใหลตาย” จากข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคนที่ดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรง โดยเฉพาะการเสียชีวิตขณะนอนหลับ ซึ่งสร้างความตกใจให้กับครอบครัว เพราะผู้เสียชีวิตบางรายไม่มีอาการเจ็บป่วยมาก่อน
แม้ชื่อ “โรคใหลตาย” จะเป็นคำที่ใช้กันในสังคมไทยมานาน แต่ในทางการแพทย์ ภาวะนี้มักเกี่ยวข้องกับ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดสูบฉีดเลือดอย่างเฉียบพลัน และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
โรคใหลตาย คืออะไร
โรคใหลตาย หรือ Sudden Unexpected Death Syndrome (SUDS) หมายถึง การเสียชีวิตอย่างกะทันหันโดยไม่คาดคิด โดยมักเกิดขึ้นขณะพักผ่อนหรือขณะนอนหลับ และไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนจากการตรวจทั่วไป
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ได้รับการศึกษามาก คือ กลุ่มอาการบรูกาดา (Brugada syndrome) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อช่องไอออนในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดอันตราย เช่น Ventricular fibrillation ซึ่งทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้
หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที
ทำไมโรคใหลตายจึงมักเกิดตอนนอนหลับ?
ในช่วงเวลานอนหลับ ระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายอยู่ในภาวะพักผ่อน หัวใจจะมีการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นและการควบคุมไฟฟ้าหัวใจ
สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจอยู่เดิม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงได้
ปัจจัยกระตุ้นที่อาจเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ความเครียดสะสม
- ไข้สูง
- การดื่มแอลกอฮอล์
- ภาวะขาดน้ำ
- ยาบางชนิดที่มีผลต่อระบบไฟฟ้าหัวใจ
- ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
โรคใหลตายสามารถเกิดขึ้นได้ในคนที่ดูเหมือนสุขภาพดี แต่พบความเกี่ยวข้องกับปัจจัยบางอย่าง เช่น
- มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตกะทันหัน โดยเฉพาะขณะหลับ
- เคยมีอาการหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ
- มีโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าหัวใจ
- พบความผิดปกติจากการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ในประเทศไทย ภาวะนี้มีรายงานพบมากในผู้ชายวัยหนุ่มถึงวัยกลางคน โดยเฉพาะในกลุ่มคนเอเชีย ซึ่งพบความสัมพันธ์กับโรค Brugada syndrome มากกว่าบางประชากร
วินิจฉัยโรคใหลตายได้อย่างไร
การวินิจฉัยไม่ได้อาศัยเพียงอาการเท่านั้น แต่ต้องใช้ข้อมูลหลายด้าน ได้แก่
1. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)
เป็นการตรวจเบื้องต้นที่สำคัญ สามารถช่วยค้นหาความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ เช่น ลักษณะที่พบในโรค Brugada syndrome
2. ตรวจหัวใจเพิ่มเติม
แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น
- การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบต่อเนื่อง (Holter monitor)
- อัลตราซาวนด์หัวใจ
- การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac MRI) ในบางราย
3. ตรวจทางพันธุกรรม
ในผู้ที่สงสัยโรคทางพันธุกรรม หรือมีประวัติครอบครัวเสียชีวิตกะทันหัน แพทย์อาจพิจารณาตรวจยีนที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ
4. การชันสูตรพลิกศพ
ในกรณีเสียชีวิตกะทันหัน การชันสูตรมีบทบาทสำคัญในการแยกโรคอื่น เช่น กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหัวใจชนิดอื่น
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
แม้โรคใหลตายอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า แต่บางคนอาจมีอาการเตือน เช่น
- หน้ามืด เป็นลม โดยเฉพาะขณะพักหรือออกกำลังกาย
- ใจสั่นผิดปกติ
- รู้สึกหัวใจเต้นแรงหรือเต้นสะดุด
- เคยมีอาการชักที่หาสาเหตุไม่ได้
- มีญาติสายตรงเสียชีวิตกะทันหัน
หากมีอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์โรคหัวใจ
ป้องกันโรคใหลตายได้หรือไม่
เนื่องจากโรคใหลตายจำนวนมากเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและระบบไฟฟ้าหัวใจ จึงไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพหัวใจ ได้แก่
- ตรวจสุขภาพหัวใจเมื่อมีความเสี่ยง
- หลีกเลี่ยงการอดนอนและความเครียดสะสม
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
- แจ้งแพทย์หากมีประวัติครอบครัวเสียชีวิตกะทันหัน
- หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของหัวใจ
- โรคใหลตาย ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
การเสียชีวิตขณะหลับไม่ได้หมายความว่าเกิดจากโรคใหลตายเสมอไป เพราะยังมีโรคอื่นที่อาจทำให้เสียชีวิตกะทันหันได้ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หรือโรคทางเดินหายใจ
อย่างไรก็ตาม หากมีประวัติครอบครัว หรือมีอาการผิดปกติของหัวใจ การตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยค้นหาความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะ “การหลับ” ไม่ควรเป็นช่วงเวลาที่เรามองข้ามสุขภาพหัวใจ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
