รีเซต

“อาร์เจนตินา” ครั้งหนึ่ง "เคยรวย" แต่แจกเงินจนพัง เมื่อนโยบาย "ประชานิยม" อาจไม่ใช่คำตอบ

“อาร์เจนตินา” ครั้งหนึ่ง  "เคยรวย" แต่แจกเงินจนพัง เมื่อนโยบาย "ประชานิยม" อาจไม่ใช่คำตอบ
TNN ช่อง16
28 มกราคม 2569 ( 11:14 )
16

“ผมจะสร้างให้ปี 2026 เป็นที่จดจำว่าปีนี้เราจะเริ่มเดินทางบนเส้นทางที่ ทำให้อาร์เจนตินากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (Makes Argentina Great Again)"

นี่คือคำสัญญาเนื่องในวันเริ่มศักราชใหม่ปี 2026 ของ “ฆาเบียร์ มิเลย์” ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอาร์เจนตินา ในยุคที่อาร์เจนตินายังคงเผชิญกับความท้าทายจากระบบเศรษฐกิจที่ล้มเหลว แต่เมื่อครั้งหนึ่ง อาร์เจนตินาเคยอยู่ในสถานะการเป็นประเทศที่ “ร่ำรวย” ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก แม้ว่าทุกวันนี้ “ความยากจน” ได้แพร่หลายสู่ประชาชน ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้แม้ว่าจะมีกองเงินมหาศาลวางตรงหน้า แต่ก็กลับไม่มีค่าอะไรเลย แล้วอะไรที่ทำให้อาร์เจนตินามาถึจุดนี้ได้…

-ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง ติด Top ประเทศร่ำรวย-

“กรุงบัวโนสไอเรส” เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ครั้งหนึ่งเคยได้รับฉายาว่าคือ “ปารีสแห่งอเมริกาใต้” ด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรปและสังคมที่อุดมด้วย “แนวคิดสากลนิยม” และทำให้ภาพของอาร์เจนตินาเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลานาน 

อาร์เจนตินายังเคยอยู่ในจุดที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ ในปี 1913 รายได้ประชาชาติต่อหัวของอาร์เจนตินาสูงกว่าประเทศใหญ่ ๆ ในยุโรป ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี หรือ อิตาลีเสียอีก อาร์เจนตินายังเป็นผู้ส่งออกเนื้อวัวและธัญพืชรายใหญ่ที่สุดของโลก อีกทั้งยังขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายรถไฟของอังกฤษและเงินทุนจากทั่วโลก จนในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ชื่อของอาร์เจนตินากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ถึงขั้นมีสำนวนว่า "rich as an Argentineหรือแปลว่า “รวยเหมือนชาวอาร์เจนตินา” ใช้กันอย่างแพร่หลาย

คำถามว่าอะไรคือจุดที่ทุกอย่างเริ่มผิดพลาด ? จนกลายเป็นอาร์เจนตินาแบบในปัจจุบัน  แม้ว่าจะเป็นประเด็นอ่อนไหวในอาร์เจนตินา แต่ข้อมูลทางเศรษฐกิจชี้ให้เห็นว่าปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรังของอาร์เจนตินาเริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1940 พร้อมกับการขึ้นสู่อำนาจของ “ฮวน โดมิงโก เปรอง” (Juan Domingo Perón)

ในฐานะประธานาธิบดี “เปรอง” ได้รับแรงบันดาลใจในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจจากอิตาลีในยุคฟาสซิสต์ของเบนิโต มุสโสลินี และเริ่มปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศใหม่ นโยบายของเขาประกอบด้วยการโอนกิจการเป็นของรัฐ การตั้งกำแพงการค้า การเพิ่มอำนาจให้สหภาพแรงงาน การขึ้นค่าแรง และการขยายสวัสดิการสังคม นโยบายเหล่านี้ทำให้เปรองและภรรยาของเขากลายเป็นวีรบุรุษในสายตาชนชั้นแรงงาน 

-ลัทธิเปรอง (Peronism) กับ “นโยบายแจกเงิน” ทำประเทศพัง

ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินหมื่นในตอนนั้น หรือแจกเงินล้านในตอนนี้ ต่างเรียกว่า “นโยบายประชานิยม” ที่พรรคการเมืองมักใช้หาเสียง โดยหวังว่าจะได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนอย่างรวดเร็วในช่วงเลือกตั้ง นี่เป็นสิ่งที่เราเห็นได้ในการเลือกตั้งทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงอาร์เจนตินา แม้ว่านโยบายเหล่านี้จะทำให้พรรคการเมืองคิดว่าตนสามารถใช้เงินซื้อใจประชาชนได้ แต่ตัวอย่างจากหลายประเทศก็มีให้เห็นแล้วว่า มันดูเหมือนดีในช่วงสั้นๆ แต่ระยะยาวนั้นกลับสร้างความเจ็บปวดยิ่งกว่าอะไร

อาร์เจนตินา และ เวเนซุเอลา คือสองประเทศที่เคยรุ่งเรือง แต่เพราะนโยบายประชานิยมที่ทำประเทศพังและนำประเทศเข้าสู่หายนะทางเศรษฐกิจ

สำหรับอาร์เจนตินาในยุคของประธานาธิบดีเปรอง รัฐบาลของเขาเดินหน้าสิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิเปรอง” หรือ Peronism อย่างสุดโต่ง อธิบายง่าย ๆ คือลัทธิเปรองจะเน้นนโยบายประชานิยมนโยบายที่ซื้อใจประชาชนอย่างการ "แจกเงิน" แต่ค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายเหล่านี้ของเปรองส่วนใหญ่ถูกชำระด้วยการ “พิมพ์เงินสดเพิ่ม” ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนควบคุมไม่ได้

แม้ว่าสุดท้ายประธานาธิบดีเปรองจะเสียชีวิตในปี 1974 แต่เศษซากจากลัทธิเปรองยังคงหลอกหลอนการเมืองและเศรษฐกิจของอาร์เจนตินามาจนถึงปัจจุบัน เพราะในปัจจุบันกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ของชาวอาร์เจนตินาใช้ชีวิตด้วยความยากจน ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังดิ่งเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรวดเร็ว ร่วมกับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงทั่วโลกที่ทำให้วิกฤตเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อมานานทวีความรุนแรงขึ้น จนผลักให้ค่าครองชีพของอาร์เจนตินาให้ไต่สู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี 

สื่อออสเตรเลียเคยเปรียบเทียบว่าหากชาวออสเตรเลียต้องเผชิญกับการปรับขึ้นราคาสินค้าราว 5% ต่อปี แต่ในอาร์เจนตินาราคาสินค้ากลับเพิ่มขึ้นเป็น “สองเท่า” ในแต่ละปีโดยเฉลี่ย จนครั้งหนึ่งเคยมีการบันทึกสถิติราคาไอศครีม 1 แท่ง ที่ราคาเพิ่มสูงขึ้น 100% ภายในเดือนเดียว และจนถึงขณะนี้ปัญหาเงินเฟ้อยังไม่มีพรรคการเมืองหรือผู้นำคนใดสามารถแก้ไขมันได้อย่างเด็ดขาด

-เข้าสู่ยุค “เลื่อยไฟฟ้า” โดย... “ฆาเบียร์ มิเลย์” 

ท่ามกลางการใช้ชีวิตด้วยความสิ้นหวังกับระบบเศรษฐกิจของประเทศที่พังไม่เป็นท่า “ฆาเบียร์ มิเลย์” ประธานาธิบดีอาร์เจนตินาคนปัจจุบัน ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งในฐานะผู้นำประเทศเมื่อปี 2023 จนทำให้ชาวอาร์เจนตินาต้องตกตะลึง

“มิเลย์” เป็นนักเศรษฐศาสตร์และเขายังเคยเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ผู้มีทรงผมยุ่งเหยิงและการถือ “เลื่อยไฟฟ้า” เป็นเอกลักษณ์ที่มาพร้อมกับอุดมการณ์เสรีนิยมสุดโต่ง ในช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้ง แคมเปญหาเสียงของมิเลย์คือ “คอนเสิร์ตวงร็อก” ที่เต็มไปด้วยการโวยวายเรื่องเศรษฐกิจอย่างโจ่งแจ้งที่แฝงความโกรธแค้นเอาไว้ เมื่ออัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาในขณะนี้พุ่งสูงทะลุ 140% ความยากจนขยับเข้าใกล้ 45% และค่าเงินเปโซซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของประเทศกำลังละลายหายไป

เมื่อได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี มิเลย์ต้องการแก้ปัญหาของประเทศด้วยการใช้แนวทางแบบ “Shock therapy” หรืออาจจะเแปลได้ว่ามันคือการบำบัดด้วยการหักดิบที่สร้างความตกใจไปทั่ว เขาเสนอให้ “ยกเลิกธนาคารกลาง” โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลที่ผ่านมาและธนาคารกลางคือต้นเหตุของวงจรเงินเฟ้ออันอันตรายด้วยการพิมพ์เงินสดเพื่อหาเสียงทางการเมือง รวมถึงเขายังต้องการเปลี่ยนให้อาร์เจนตินาหันไปใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินตราหลัก ซึ่งเขามองว่าคือทางออกในการควบคุมเงินเฟ้อ มิเลย์ยังให้คำมั่นว่าจะเปิดระบบการเงินเสรี โดยให้ผู้บริโภคและผู้ค้าเลือกใช้ได้ทั้งเงินเปโซหรือดอลลาร์สหรัฐ เขายอมรับว่าในทางปฏิบัติการนำเงินดอลลาร์สหรัฐมาใช้เพราะเป็นสกุลเงินที่ชาวอาร์เจนตินาเชื่อมั่นมากที่สุด แต่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำหลายคนที่โต้แย้งว่า แนวคิดนี้จะเป็นหายนะต่ออาร์เจนตินา เพราะว่าประเทศแทบไม่มีเงินตราต่างประเทศเพียงพอจะรองรับแผนดังกล่าวของมิเลย์ อีกทั้งการผูกเศรษฐกิจของประเทศไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐก็จะยิ่งซ้ำเติมความผันผวนทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น 

เคยมีความพยายามในอดีตก่อนหน้ามิเลย์ที่อาร์เจนตินาจะตรึงค่าเงินเปโซกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงทศวรรษ 1990 แต่สุดท้ายก็สามารถกดเงินเฟ้อได้เพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่ทศวรรษนั้นจะจบลงด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ ที่อัตราการว่างงานพุ่งสูงเกิน 20%

นอกจากนี้ มิเลย์ยังตัดรายจ่ายภาครัฐอย่างหนักและรื้อถอนหน่วยงานรัฐบางส่วน ในขณะที่นโยบายด้านอื่น ๆ ของมิเลย์ เขายังเคยวิจารณ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ว่าเป็น “คำโกหกของพวกสังคมนิยม” เรียกกลุ่มเฟมินิสม์ว่าเป็นแผนการของลัทธิมาร์กซิสม์ อีกทั้งเขายังเรียกศัตรูทางการเมืองของว่าเป็น “ปรสิต” ฟังดูแล้วมิเลมีท่าทางคล้ายกับคน ๆ หนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันและแน่นอนว่ามิเลย์มีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นไอดอล

การดำเนินโยบายที่ดูบ้าคลั่งของมิเลย์ ทำให้ชาวอาร์เจนตินาหลายล้านคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่สิ้นหวังกับประเทศและระบบแบบเดิม ๆ มองเห็นในสิ่งที่ต่างออกไป พวกเขามองว่าสิ่งที่มิเลย์ทำไม่ใช่ความบ้าคลั่งแต่เป็นวิธีการแก้ปัญหาสำหรับพวกเขา จนบางคนถึงกับกล่าวว่า “มิเลย์คือคนเดียว” ที่กล้าจะระเบิด “อาร์เจนตินาแบบเก่า” ทิ้งไปให้หมด

-อาร์เจนตินาเริ่มฟื้น แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็ไม่น้อย

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งมิเลย์เดินหน้านโยบายอย่างรวดเร็ว เขาระงับโครงการก่อสร้างของรัฐ ตัดเงินอุดหนุน ลดขนาดระบบราชการ และออกกฤษฎีกายกเลิกกฎระเบียบครั้งใหญ่ แล้วมันก็เริ่มเห็นผลเพราะ อัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาชะลอลงเล็กน้อย ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ราว 110%  ในขณะที่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของประเทศเริ่มฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ ของอาร์เจนตินา รวมถึงรัฐบาลสามารถทำงบประมาณเกินดุลขั้นต้นได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี 

แต่แน่นอนว่าความสำเร็จและการดำเนินนโยบายของมิเลย์ต้องแลกกับการว่างงานที่เพิ่มขึ้น การประท้วงที่มีความรุนแรงจากฝ่ายที่เห็นต่าง อัตราความยากจนพุ่งถึง 57.4% และทำให้ราว 15% ของประชากรอยู่ในภาวะ “ยากจนขั้นรุนแรง” นอกจากนี้การดำเนินนโยบายของมิเลยังทำให้ราคาสินค้าและค่าเช่าบ้านพุ่งสูง และสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเผชิญกับสาธารณชนที่เริ่มตั้งคำถามและสงสัยในตัวเขา

-ประชาชนในปัจจุบันคิดเห็นอย่างไร ?

อ้างอิงจาก ABC News ของออสเตรเลีย ที่รายงานว่าชาวอาร์เจนตินาหลายคนมองว่า ทนไม่ไหวกับนักการเมืองหน้าเดิม ๆ ที่โกหกประชาชนมาหลายปีและนำพาประเทศมาสู่หายนะทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเช่นนี้ แต่ขณะเดียวฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่าการที่มิเลย์ชนะเลือกตั้งจนได้เข้าสภาเป็นเหมือนการโหวตให้กับเพชฌฆาตที่จะมาตัดหัวประชาชน 

ในขณะที่บางคน โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขายหรือทำธุรกิจในอาร์เจนตินามองว่าจากปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญกับเงินเฟ้อแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามแก้ไข แต่สำหรับในมุมผู้ค้าขายพวกเขาได้แต่หวังว่าจะประคองธุรกิจของตัวเองไว้ได้ และฝ่าฟันแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจไปให้ได้ ที่สำคัญคือพวกเขาไม่ได้หวังว่าได้เห็นการแก้ปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงในช่วงชีวิตของพวกเขา เพราะหลายคนยังเชื่อว่าปัญหาที่เรื้อรังมาจากในอดีตจากนโยบายประชานิยมจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ภายใน 20 หรือ 30 ปีต่อจากนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง