งานวิจัยเผย ทำไมผู้ชาย ถึงฟื้นตัวจาก"ความเจ็บปวด"ได้เร็วกว่าผู้หญิง?

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุว่า
ทุกคนเคยมีประสบการณ์จากอาการเจ็บปวดของร่างกาย แต่เคยสงสัยหรือไม่ครับว่าทำไมหลายๆครั้ง ผู้หญิงมักมีแนวโน้มที่จะเจ็บปวดที่ยาวนานกว่าผู้ชาย และอาจมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่อาการปวดเรื้อรังได้มากกว่าอีกด้วย จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความรู้สึกหรือความอดทนที่แตกต่างกัน แต่มีกลไกทางชีววิทยาที่ซับซ้อนซ่อนอยู่เบื้องหลัง ล่าสุด ทีมนักวิจัยของ Michigan State Univiersity ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Science Immunology ซึ่งช่วยอธิบายว่าระบบภูมิคุ้มกันและฮอร์โมนเพศทำงานร่วมกันอย่างไรในการกำหนดระยะเวลาของการเจ็บปวด
จากการศึกษาเจาะลึกลงไปในระดับเซลล์และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในหนูทดลอง ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์ นักวิจัยได้ค้นพบเรื่องการฟื้นตัวจากความเจ็บปวด ซึ่งอยู่ที่เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า "โมโนไซต์" (Monocytes) โดยปกติแล้วเรามักเข้าใจว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวมีหน้าที่หลักในการต่อสู้กับเชื้อโรคหรือจัดการกับการอักเสบ แต่ในบริบทนี้ โมโนไซต์กลับสวมบทบาทเป็นผู้เยียวยา เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือเกิดการอักเสบที่ผิวหนัง ระบบประสาทจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองเพื่อเตือนภัย
แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายก็ได้ส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษคือเซลล์โมโนไซต์เหล่านี้เข้าไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ เพื่อทำหน้าที่ผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า อินเตอร์ลิวคิน-10 (IL-10) ซึ่งเปรียบเสมือนสารระงับปวดตามธรรมชาติ โดย IL-10 จะเดินทางไปจับกับตัวรับสัญญาณเฉพาะที่อยู่บนผิวของเส้นประสาทรับความรู้สึก (Sensory Neurons) การจับกันนี้ส่งผลให้เส้นประสาทที่กำลังตื่นตัวและไวต่อความเจ็บปวดลดการทำงานลง ช่วยให้ความเจ็บปวดบรรเทาและยุติลงได้ในที่สุด
ความแตกต่างที่น่าสนใจของงานวิจัยนี้ คือการค้นพบว่าทำไมกระบวนการเยียวยาตามธรรมชาตินี้ถึงทำงานได้ดีกว่าในเพศชาย ทีมวิจัยพบว่าในหนูตัวผู้จะมีปริมาณของโมโนไซต์ชนิดที่ผลิตสาร IL-10 มากกว่าหนูตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าหนูตัวผู้มีการอักเสบน้อยกว่า เพราะจากการวัดขนาดของแผลหรืออาการบวมพบว่าทั้งสองเพศมีระดับการอักเสบที่เท่ากัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ "ความเร็วในการหายปวด" สาเหตุหลักมาจากอิทธิพลของ "ฮอร์โมนเพศชาย" หรือแอนโดรเจน (Androgen) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่สั่งการให้เซลล์โมโนไซต์ผลิตสารระงับปวด IL-10 ออกมาในปริมาณมาก การทดลองยืนยันสมมติฐานนี้อย่างชัดเจนเมื่อนักวิจัยลองยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนนี้ในหนูตัวผู้ พบว่าพวกมันกลับมีอาการปวดที่ยาวนานขึ้นคล้ายกับเพศเมีย ในทางตรงกันข้าม เมื่อให้ฮอร์โมนดังกล่าวแก่หนูตัวเมีย พวกมันกลับสามารถฟื้นตัวจากความเจ็บปวดได้รวดเร็วขึ้นเทียบเท่ากับตัวผู้ แสดงให้เห็นว่าฮอร์โมนเพศเป็นตัวแปรสำคัญที่ควบคุมประสิทธิภาพของระบบระงับปวดภายในร่างกายนี้
เพื่อให้มั่นใจว่าการค้นพบนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ในสัตว์ทดลอง แต่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในมนุษย์ได้จริง ทีมวิจัยได้ขยายผลการศึกษาไปสู่ข้อมูลจากผู้ป่วยจริงในโครงการ AURORA ซึ่งติดตามอาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลยืนยันความสอดคล้องกันอย่างน่าสนใจโดยพบว่าผู้ชายมักจะมีระยะเวลาในการฟื้นตัวจากความเจ็บปวดเร็วกว่าผู้หญิง และเมื่อเจาะเลือดเพื่อวิเคราะห์ระดับสารชีวเคมี ก็พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ผู้ชายที่มีระดับของเซลล์โมโนไซต์และสาร IL-10 ในกระแสเลือดสูงกว่า จะมีแนวโน้มที่จะหายจากอาการปวดได้เร็วกว่า และมีความเสี่ยงน้อยกว่าที่จะพัฒนาไปสู่อาการปวดเรื้อรังในระยะยาว
ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันว่ากลไกการทำงานร่วมกันระหว่างระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทผ่านสาร IL-10 นั้น เป็นกลไกพื้นฐานทางชีววิทยาที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดระยะเวลาความเจ็บปวดของมนุษย์เช่นเดียวกัน
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้ไม่ได้นำไปสู่ทางตันสำหรับการรักษาความปวดในผู้หญิง นักวิจัยได้ทดลองใช้วิธีการกระตุ้นเซลล์โมโนไซต์โดยไม่ต้องพึ่งพาฮอร์โมนเพศชาย แต่ใช้สารกลุ่มไขมันที่เรียกว่า "รีซอลวิน ดีวัน" (Resolvin D1) แทน ผลปรากฏว่าสารนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิตโมโนไซต์ชนิดที่สร้าง IL-10 ได้เพิ่มขึ้นทั้งในหนูตัวผู้และตัวเมีย ส่งผลให้หนูตัวเมียสามารถฟื้นตัวจากความเจ็บปวดได้เร็วขึ้นในระดับเดียวกับหนูตัวผู้
โดยสรุปแล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ความแตกต่างระหว่างเพศในการรับมือกับความเจ็บปวดนั้นมีรากฐานมาจากปฏิกิริยาระหว่างระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท และฮอร์โมน การที่ผู้ชายหายเจ็บเร็วกว่าไม่ได้แปลว่ามีความอดทนมากกว่า แต่เป็นเพราะร่างกายมีกลไกทางชีวภาพที่เอื้ออำนวยมากกว่า ความรู้นี้จะนำไปสู่การแพทย์ที่แม่นยำและเหมาะสมกับเพศสภาพมากขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคปวดเรื้อรังในผู้หญิงและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทุกคนได้อย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
