รู้ทันก่อนจ่ายแพง: 10 เครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟสูง พร้อมวิธีสกัดบิลพุ่ง

ค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังกลายเป็น “ภาระซ้ำซ้อน” ของคนไทยจำนวนมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูง รายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทัน และสภาพอากาศที่ร้อนจัดยาวนานขึ้น
ค่าไฟพุ่ง ใครรับภาระ?
เสียงสะท้อนจากครัวเรือนระดับกลางถึงล่างพบตรงกันว่า ค่าไฟกลายเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักที่ “ตัดไม่ได้” โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิทะลุ 40 องศา การใช้เครื่องปรับอากาศ พัดลม และตู้เย็นเพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือหอพัก ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการ ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้นอีกทอดหนึ่ง
อากาศร้อน = ใช้ไฟมากขึ้น
ภาวะโลกร้อนทำให้ฤดูร้อนยาวนานขึ้นและรุนแรงขึ้น การใช้ไฟฟ้าจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่มี “เกาะความร้อน” ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ
อัตราค่าไฟใหม่ ถูกลง 20% สำหรับ 20 ล้านครัวเรือน
วันที่ 28 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ว่า ที่ผ่านมาที่ค่าไฟแพงขึ้น เพราะเรากำหนดจากค่าเอฟที ตามราคาแก๊สที่นำเข้า ซึ่งแก๊สแอลเอ็นจีจะเป็นไปตามราคาตลาด เมื่อเกิดปัญหาในตะวันออกกลาง ทำให้ค่าแก๊สขึ้นเป็นเท่าตัว และทำให้ค่าไฟฟ้าแพง เพราะไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากแก๊ส
สูตรค่าไฟใหม่จะทำให้ ค่าไฟถูกลงทั้งระบบ 30-40% ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ครั้งนี้ เฉพาะสำหรับครัวเรือนของประชาชน ไม่เกี่ยวกับกิจการหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือผู้ใช้ไฟที่เป็นเกษตรกร และไม่เกี่ยวกับผู้ที่ใช้อัตราค่าไฟ แบบมิเตอร์ทีโอยู โดยคำนวณแล้วมีทั้งหมด 23 ล้านครัวเรือน โดยการคำนวน 200 หน่วยแรก จะได้ทุกคน
เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนยังสับสนว่า สำหรับผู้ใช้ 400 หน่วยขึ้นไป ต้องจ่าย 5 บาททั้งหมด นายเอกนัฏ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ใช่ ค่าเฉลี่ยค่าไฟในปัจจุบัน ราคา 3.88 บาท คิดคำนวณเหมือนภาษีขั้นบันได ซึ่งในการปรับโครงสร้าง เมื่อใช้เกิน 200 หน่วย ก็จะได้ประโยชน์จากการใช้ไฟ
นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟใน 200 หน่วยแรก จะได้ประโยชน์เต็มๆ และค่าไฟจะลดลง 20% ส่วนผู้ที่ใช้เกิน 200 หน่วย จะได้อานิสงส์จาก 200 หน่วยแรก ซึ่งจะถูกลง 10% หลังจากที่นำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.แล้ว พรุ่งนี้ (29 เม.ย.) ตนจะร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำเรื่องทำประชาพิจารณ์ และคาดว่าจะมีมีผลในรอบบิลเดือนมิถุนายนนี้ โดยประชาชนจะจ่ายในอัตราค่าไฟใหม่ สิ้นเดือนมิถุนายน
10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟที่สุด
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และ กระทรวงพลังงาน เปิดข้อมูล เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดมีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานและคิดเป็นค่าไฟต่อชั่วโมง ดังนี้
1. เครื่องทำน้ำอุ่น กินไฟประมาณ 2,500 - 12,000 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 10 - 47 บาท
2. เครื่องปรับอากาศ กินไฟประมาณ 1,200 - 3,300 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 5 - 13 บาท
3. เครื่องซักผ้า กินไฟประมาณ 3,000 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 12 บาท เวลาต่อการซักผ้า 1 รอบ อยู่ที่ 2.5 ชม.
4. เตารีดไฟฟ้า กินไฟประมาณ 750 - 2,000 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 3 - 8 บาท
5. หม้อหุงข้าว กินไฟประมาณ 450 - 1,500 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 2 - 6 บาท
6. เตาไฟฟ้า กินไฟประมาณ 200 - 1,500 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 0.80 - 5 บาท
7. เครื่องดูดฝุ่น กินไฟประมาณ 750 - 1,200 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 3 - 5 บาท
8. เครื่องปิ้งขนมปัง กินไฟประมาณ 800 - 1,000 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 3 - 4 บาท
9. เครื่องเป่าผม กินไฟประมาณ 400 - 1,000 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 2 - 4 บาท
10. ไมโครเวฟ กินไฟประมาณ 100 - 1,000 วัตต์ คิดเป็นค่าไฟเฉลี่ย ชั่วโมงละ 0.40 - 4 บาท
กลุ่มใช้ไฟสูง: ใช้สั้น ๆ แต่ให้คุ้ม
-เครื่องทำน้ำอุ่น
-เตารีด
-เครื่องดูดฝุ่น
-หม้อทอด
พฤติกรรมที่ควรปรับ:
อย่า “เปิดค้าง/ใช้เพลิน” ใช้เฉพาะตอนจำเป็น แล้วปิดทันที
กลุ่มใช้ต่อเนื่อง: ยิ่งใช้นาน ยิ่งต้องจัดการ
- แอร์ (2.5–6 บ./ชม.)
- ตัวแปรหลักของค่าไฟบ้าน
- ตั้ง 26–27°C + ใช้พัดลมช่วย
- ปิดเมื่อไม่อยู่ห้อง
กลุ่มใช้เป็นรอบ: รวมรอบให้คุ้ม
- เครื่องซักผ้า
- พฤติกรรมที่เจอบ่อย: ซักทีละนิด
- รวมผ้า ซักครั้งเดียว ประหยัดกว่า
กลุ่มใช้ไฟต่ำ: ใช้สบาย ๆ แต่ต้องมีวินัย
- พัดลม
- เครื่องฟอกอากาศ
- ทีวี
- ตู้เย็น
ใช้ได้ต่อเนื่อง แต่ปิดเมื่อไม่ใช้ ลดสะสมค่าไฟ
ซักผ้ายังไงให้ “คุ้มค่าไฟที่สุด”?
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เผยว่า อากาศแบบนี้เหมาะมากสำหรับการซักผ้า เพราะแดดช่วยให้ผ้าแห้งไว ลดกลิ่นอับ และยังช่วยฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติได้ดี แต่ถ้าปรับวิธีซักให้เหมาะสม ก็สามารถ “ลดค่าไฟ” ลงได้อีก
วิธีซักผ้าให้ประหยัดไฟ ทำได้ง่าย ๆ
1. ใช้น้ำอุณหภูมิปกติ
หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อน เพราะเครื่องจะใช้พลังงานสูงในการทำความร้อน การซักด้วยน้ำปกติสามารถช่วยลดการใช้ไฟได้อย่างชัดเจน
2. ปรับรอบปั่นให้เหมาะสม
เลือกความเร็วรอบประมาณ 600–800 รอบ/นาที ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ช่วยลดการใช้พลังงาน และยังช่วยถนอมเนื้อผ้า
3. ซักผ้าในปริมาณที่พอดี
ไม่ควรซักน้อยเกินไปหรือแน่นเกินไป แนะนำประมาณ 3/4 ของถัง เพื่อให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและไม่สิ้นเปลืองพลังงาน
4. ใช้ประโยชน์จากแสงแดด
การตากผ้ากลางแดดช่วยให้ผ้าแห้งเร็ว ลดการพึ่งพาเครื่องอบผ้า และช่วยประหยัดไฟได้มากขึ้น
ซักผ้าให้ “พอดี + เหมาะสม + ใช้ธรรมชาติช่วย” ก็ช่วยลดค่าไฟได้ในทุกครั้งที่ซัก
ทริคประหยัดพลังงานง่ายๆ ที่ทุกคนเริ่มต้นทำได้ที่บ้าน
3 ปรับ... รับมือหน้าร้อน
- ปรับแอร์: ตั้งอุณหภูมิที่ 27°C พร้อมเปิดพัดลมช่วยกระจายความเย็น ช่วยให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนัก แถมบิลค่าไฟก็เบาลงด้วย
- ปรับใจ: เช็กความจำเป็นก่อนเปิดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ท่องไว้เสมอว่า "เปิดเท่าที่ใช้ ใช้เท่าที่จำเป็น"
- ปรับสไตล์: เปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ให้เป็นนิสัย เช่น ถอดปลั๊กหรือปิดสวิตช์ทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน
เช็กลิสต์ ตัวจริงเรื่องประหยัดไฟ
- ล้างแอร์ให้ฉ่ำ: หมั่นล้างแอร์สม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ฝุ่นอุดตัน เพื่อให้แอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
- ดูแลโซล่าเซลล์: ใครติดแผงโซลาร์รูฟท็อป อย่าลืมหมั่นทำความสะอาดแผงให้พร้อมสู้แดดรับพลังงานเสมอ
- เลือกเบอร์ 5: หากต้องซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ มองหาเครื่องที่มี ฉลากเบอร์ 5 ติดดาว เพื่อความคุ้มค่าและประหยัดไฟในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ค่าไฟแพงไม่ใช่แค่เรื่อง “เปิดแอร์บ่อยไป” แต่เป็นผลจากโครงสร้างพลังงาน เศรษฐกิจโลก และสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป หากไม่มีการปรับนโยบายอย่างจริงจัง ภาระนี้อาจกลายเป็น “ต้นทุนถาวร” ที่คนไทยต้องแบกรับไปอีกนาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
