รีเซต

จิตแพทย์เคลียร์ชัด! เกณฑ์วัดความดิ่ง ต้อง"เศร้าขนาดไหน?" ถึงเรียกว่าเป็น "โรคซึมเศร้า"

จิตแพทย์เคลียร์ชัด! เกณฑ์วัดความดิ่ง ต้อง"เศร้าขนาดไหน?" ถึงเรียกว่าเป็น "โรคซึมเศร้า"
TNN ช่อง16
6 กรกฎาคม 2569 ( 14:19 )
8

จิตแพทย์ให้การ ต้องเศร้าขนาดไหนถึงเรียกว่าเป็นโรคซึมเศร้า?

ความเศร้าเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์ครับ เราเศร้าได้เมื่อสูญเสีย ผิดหวัง หรือชีวิตไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่โรคซึมเศร้าไม่ใช่แค่ “เศร้ามาก” เฉยๆมันคือภาวะที่ความเศร้าเริ่มเปลี่ยนทั้งระบบชีวิต ทำให้ตื่นมาก็หนัก คิดอะไรก็ช้า ทำอะไรก็เหนื่อย สิ่งที่เคยชอบก็ไม่รู้สึกชอบ และความหวังต่ออนาคตเริ่มดับแสงลง


คำตอบ>>ในทางการแพทย์ เกณฑ์ข้อแรกของโรคซึมเศร้าคือ **มีอารมณ์ซึมเศร้า เศร้า หดหู่ ว่างเปล่า หรือสิ้นหวัง **อยู่เป็นส่วนใหญ่ของวัน** และ **เกิดขึ้นแทบทุกวัน ต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 2 สัปดาห์** ไม่ใช่แค่เศร้าเป็นพักๆแล้วดีขึ้นเมื่อมีคนปลอบหรือมีสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน บางคนอาจไม่ได้ร้องไห้หนัก แต่รู้สึกว่า “ใจแห้ง” “ข้างในว่าง” “ตื่นมาก็แพ้แล้ว” หรือคนรอบข้างเห็นว่าเงียบลง ช้าลง แยกตัวมากขึ้น และแววตาดับลง


นอกจากนี้ยังต้องดูอาการร่วม เช่น ความสุขในสิ่งที่เคยชอบลดลง นอนเสีย กินเปลี่ยน อ่อนเพลีย สมาธิลดลง รู้สึกไร้ค่า โทษตัวเองมากเกินจริง หรือมีความคิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ โดยอาการเหล่านี้ "ต้องมากพอจนกระทบงาน การเรียน ความสัมพันธ์ หรือการดูแลตัวเอง"

TEST ลองดูผู้ป่วย 3 รายต่อไปนี้ แล้วบอกหมอได้ไหมครับว่าใครเป็นโรคซึมเศร้า?


รายแรก นักศึกษาสอบตก เสียใจ ร้องไห้ 2-3 วัน ยังกินข้าวได้ คุยกับเพื่อนได้ หัวเราะได้บ้าง และเริ่มกลับมาวางแผนอ่านหนังสือใหม่


รายที่สอง พนักงานออฟฟิศอกหักมาเกือบ 3 สัปดาห์ เริ่มนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร สมาธิหลุด งานผิดบ่อย ไม่อยากเจอใคร และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า


รายที่สาม คุณแม่วัยทำงาน รู้สึก “ว่างเปล่า” มาเกิน 1 เดือน สิ่งที่เคยรักไม่รู้สึกสนุก การนอนแย่ กินได้น้อย น้ำหนักลด โทษตัวเอง และเริ่มคิดว่า “ถ้าหลับแล้วไม่ตื่นก็คงดี”

เฉลยสั้นๆ รายแรกยังไม่เข้าเกณฑ์ รายที่สองน่าห่วงควรประเมินเพิ่มเติม ส่วนรายที่สามเข้าได้กับโรคซึมเศร้ามากที่สุด เพราะโรคซึมเศร้าไม่ได้วัดจากน้ำตาว่าใครร้องไห้มากกว่า แต่วัดจากระยะเวลา ความถี่ อาการร่วม ผลกระทบต่อชีวิต และความคิดเกี่ยวกับการไม่มีชีวิตอยู่


ดังนั้น ถ้าความเศร้าไม่ได้มาเป็นคลื่นแล้วผ่านไป แต่กลายเป็นฟิลเตอร์สีเทาที่คลุมชีวิตแทบทั้งวัน แทบทุกวัน จนการนอน การกิน งาน ความสัมพันธ์ และความรู้สึกมีคุณค่าของตัวเองเริ่มเสียรูป การพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือการพาตัวเองกลับเข้าโรงซ่อม ก่อนที่หัวใจจะต้องขับต่อไปทั้งที่เครื่องยนต์กำลังไหม้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง