รีเซต

AI ช่วยให้งานง่ายขึ้น แต่ทำไมเรายังเหนื่อย? รู้จัก AI Brain Fry ภาวะสมองล้าจากการใช้ AI มากเกินไป

AI ช่วยให้งานง่ายขึ้น แต่ทำไมเรายังเหนื่อย? รู้จัก AI Brain Fry ภาวะสมองล้าจากการใช้ AI มากเกินไป
TNN ช่อง16
30 มิถุนายน 2569 ( 12:49 )
12

ในหลายบริษัท AI เปรียบเสมือน “ทีมผู้ช่วย” ที่ช่วยรับมือกับงานจุกจิกแทนมนุษย์ ทำให้พนักงานมีเวลามากขึ้นสำหรับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวางกลยุทธ์ หรืออาจทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นจนสร้างรายได้มากกว่าเดิม แต่การบริหารจัดการ “ทีมผู้ช่วย” ก็เป็นงานที่ต้องใช้พลังสมองจนสร้างความเครียดได้เช่นกัน หลายคนบอกว่า แม้การใช้ AI จะช่วยให้งานบางอย่างเสร็จเร็วขึ้น แต่ก็สร้างความเหนื่อยล้าให้กับพวกเขาได้เช่นเดียวกัน นักวิจัยเรียกภาวะนี้ว่า “AI brain fry” หรือภาวะสมองล้าจาก AI 


ผลการศึกษาล่าสุดจาก Boston Consulting Group พบว่า การให้พนักงานต้องดูแล AI หลายตัว หรือ AI agents ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถทำงานอัตโนมัติแทนมนุษย์ ไม่ใช่แค่ตอบคำถามเหมือนแชตบอตทั่วไป อาจทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนสมองถูกใช้งานหนักตลอดเวลา

ผู้เข้าร่วมการศึกษาหลายคนอธิบายว่า พวกเขารู้สึกเหมือนมีสมาธิลดลง เหนื่อยล้า และจัดการความคิดได้ยากขึ้น นักวิจัยเรียกภาวะนี้ว่า “AI brain fry” หรือภาวะสมองล้าจาก AI ซึ่งหมายถึง ความเหนื่อยล้าทางความคิดที่เกิดจากการใช้หรือกำกับดูแลเครื่องมือ AI มากเกินกว่าขีดความสามารถในการประมวลผลของสมอง

Harvard Business Review ระบุว่า แม้ AI จะถูกคาดหวังว่าจะช่วยลดภาระงานและเปิดโอกาสให้คนโฟกัสกับงานสำคัญมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน การต้องสลับงานหลายอย่างพร้อมกัน รวมถึงการตรวจทานผลลัพธ์จาก AI และการตัดสินใจซ้ำ ๆ อาจกลายเป็นภาระใหม่ที่ทำให้เกิดความเครียดทางจิตใจ

ผลกระทบที่พบในคนใช้งาน AI อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น ความผิดพลาดในการทำงานที่เพิ่มขึ้น ภาวะเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ ไปจนถึง ความรู้สึกอยากลาออกจากงาน

พนักงานคนหนึ่งในการศึกษาชิ้นนี้ เปรียบเทียบความรู้สึกของตัวเองว่า “เหมือนมีแท็บเบราว์เซอร์เปิดอยู่ในหัวเป็นสิบ ๆ อัน ทุกอย่างแย่งความสนใจพร้อมกัน” พร้อมบอกว่า ตัวเองเริ่มกลับไปอ่านข้อความเดิมซ้ำ ๆ คิดมากกว่าปกติ และหงุดหงิดง่ายขึ้น แม้ความสามารถในการคิดไม่ได้หายไป แต่เหมือนมีสัญญาณรบกวนอยู่ตลอดเวลา

ภาวะนี้สะท้อนอีกด้านของการนำ AI เข้ามาในองค์กร เพราะนอกจาก “AI brain fry” แล้ว ยังมีอีกแนวคิดที่เรียกว่า “workslop” หรือปัญหาจากงานที่สร้างด้วย AI แบบไม่มีคุณภาพ เช่น อีเมล รายงาน หรือสไลด์ที่ดูเหมือนเสร็จแล้ว แต่สุดท้ายกลับเพิ่มภาระให้คนอื่นต้องตรวจแก้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ภาวะสมองล้าจาก AI อาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านของมนุษย์ในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ คล้ายกับการเปลี่ยนแปลงจากยุคทำงานแบบดั้งเดิมเข้าสู่ยุคอีเมล วิดีโอคอล และระบบดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเด็นสำคัญคือ AI อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง แต่หากใช้งานโดยไม่มีขอบเขต อาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มภาระให้สมอง ทำให้เกิดความเครียด สมาธิลดลง และกระทบสุขภาพจิตของคนทำงานได้ ดังนั้น การใช้ AI อย่างเหมาะสม อาจไม่ได้หมายถึงการให้ AI ทำทุกอย่างแทนมนุษย์ แต่คือการออกแบบวิธีทำงานที่ทำให้เทคโนโลยีช่วยลดภาระ โดยไม่เพิ่ม “ภาระทางความคิด” ให้กับสมองมากเกินไป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง