รีเซต

เปิดขุมทรัพย์ "เวเนซุเอลา" น้ำมันดิบ ทองคำ แร่ยุทธศาสตร์ ประเทศแห่งทรัพยากรระดับโลก

เปิดขุมทรัพย์ "เวเนซุเอลา" น้ำมันดิบ ทองคำ แร่ยุทธศาสตร์ ประเทศแห่งทรัพยากรระดับโลก
TNN ช่อง16
5 มกราคม 2569 ( 11:11 )
16

เปิดขุมทรัพย์ "เวเนซุเอลา" น้ำมันดิบ ทองคำ แร่ยุทธศาสตร์ ประเทศแห่งทรัพยากรระดับโลก


"เวเนซุเอลา" เป็นประเทศที่ครอบครองทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ และแร่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ ทรัพยากรเหล่านี้ไม่เพียงเป็นฐานเศรษฐกิจของรัฐ แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญในเกมอำนาจระดับภูมิภาคและระดับโลก


"น้ำมันดิบ" 

เปรียบเป็นหัวใจของทรัพยากร จากการค้นพบปริมาณสำรองน้ำมันพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก แหล่งน้ำมันหลักกระจุกตัวอยู่ในแถบ Orinoco Belt ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันดิบหนักและหนักพิเศษที่ใหญ่ที่สุดของโลก แม้น้ำมันประเภทนี้จะมีต้นทุนการผลิตสูงและต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงในการกลั่น แต่ในเชิงปริมาณถือเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถกำหนดความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวได้


ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา น้ำมันเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจเวเนซุเอลา รายได้จากการส่งออกน้ำมันเคยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของรายได้จากต่างประเทศทั้งหมด ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างรุนแรง  ภายใต้ยุคของ"อูโก ชาเบซ" และต่อเนื่องมาถึง "นิโคลัส มาดูโร" น้ำมันได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งในการอุดหนุนราคาภายในประเทศ และในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับประเทศที่ต่อต้านอิทธิพลสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกาและนอกภูมิภาค


อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาน้ำมันเพียงด้านเดียวทำให้เวเนซุเอลาเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก เมื่อราคาน้ำมันร่วงลงในช่วงกลางทศวรรษ 2010 รายได้ของรัฐหดตัวอย่างรุนแรง ในขณะที่ภาครัฐยังคงแบกรับภาระรายจ่ายมหาศาล ระบบเศรษฐกิจที่ขาดการกระจายฐานรายได้จึงเข้าสู่วิกฤตอย่างรวดเร็ว



"ก๊าซธรรมชาติ" 

เวเนซุเอลายังมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติในปริมาณมาก ติดอันดับต้น ๆ ของลาตินอเมริกา ก๊าซธรรมชาติถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานภายในประเทศและมีศักยภาพในการส่งออก แต่การพัฒนากลับหยุดชะงักจากการขาดเงินลงทุนและเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก โครงการก๊าซหลายแห่งไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ทำให้ศักยภาพของทรัพยากรยังไม่ถูกนำมาใช้เต็มที่



"ทองคำ" 

เป็นทรัพยากรที่สร้างรายได้รองจากน้ำมัน แต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก คือทองคำ เวเนซุเอลามีแหล่งทองคำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ เขต Guayana ซึ่งรัฐบาลประกาศเป็นเขตเหมืองยุทธศาสตร์ภายใต้ชื่อ" Arco Minero del Orinoco" ทองคำกลายเป็นทรัพยากรสำคัญยิ่งในช่วงที่ประเทศถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก รัฐบาลมาดูโรนำทองคำมาใช้เป็นทุนสำรองและเป็นเครื่องมือในการค้าขายกับประเทศพันธมิตร เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร


อย่างไรก็ตาม การทำเหมืองทองคำในเวเนซุเอลาเผชิญปัญหาหลายด้าน ตั้งแต่การทำเหมืองผิดกฎหมาย การทำลายสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เหมือง ทองคำซึ่งควรเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืน กลับกลายเป็นทรัพยากรที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในและความกังวลจากนานาชาติ


"แร่ยุทธศาสตร์" 

เป็นอีกหนึ่งทรัพยากรที่ดึงดูดความสนใจของมหาอำนาจมากขึ้นในช่วงหลัง คือ "แร่โคลแทน" ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และอุปกรณ์ดิจิทัล เวเนซุเอลาถูกประเมินว่ามีแหล่งโคลแทนในปริมาณมาก แม้ข้อมูลอย่างเป็นทางการจะยังมีจำกัด แต่ในบริบทของการแข่งขันเทคโนโลยีโลก แร่ชนิดนี้ถือเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญไม่แพ้น้ำมัน


นอกจากนี้ เวเนซุเอลายังมี "แร่เหล็ก" และ "บอกไซต์" อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม หากประเทศมีเสถียรภาพทางการเมืองและสามารถฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจได้ ทรัพยากรเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้ไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ



อย่างไรก็ตามแม้เราจะเห็นว่าเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ แต่ประเทศกลับไม่ได้ร่ำรวยอย่างยั่งยืน


สาเหตุสำคัญมาจากการบริหารประเทศและนโยบายที่ล้มเหลวของรัฐบาล การทุจริต รวมไปถึงมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติ ทำให้ประเทศแห่งนี้ต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิกฤตเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในปี 2018 เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจและส่งผลกระทบที่สาหัสต่อชีวิตประจำวันของประชาชน


ทำให้ประชาชนในประเทศจำนวนมากเลือกหนีออกจากเวเนซุเอลา โดยองค์การสหประชาชาติประมาณการว่านับตั้งแต่ปี 2557 มีชาวเวเนซุเอลาราว 2 ล้านคน อพยพหนีวิกฤตเศรษฐกิจ ข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างโคลอมเบียและชิลี


แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ความไร้เสถียรภาพก็ยังดำเนินอยู่ โดยในปี 2019-2000 อัตราเงินเฟ้อต่อปียังสูงถึงระดับ 1,500-2,300% และแม้ตัวเลขล่าสุดในปี 2023-2024 จะลดลงมาเหลือระดับ 300-400% แต่ก็ยังถือว่าสูงมากเมื่อเทียบตัวเลขระดับเงินเฟ้อที่เหมาะสมที่ไม่เกิน 3% 


ทั้งนี้ ภายใต้การปกครองของมาดูโร เศรษฐกิจเวเนซุเอลาหดตัวลง 71% ระหว่างปี 2012-2020 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้น 130,000% ส่วนการผลิตน้ำมัน ซึ่งเป็นใจกลางเศรษฐกิจของประเทศ ลดต่ำเหลือน้อยกว่า 400,000 บาร์เรลต่อวัน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง