“สส.งูเห่า” คืออะไร ย้อนรอยต้นกำเนิดคำเปรียบเปรยสส.โหวตสวนมติพรรค

ในหน้าประวัติศาสตร์และทุกการลงมติสำคัญของสภาผู้แทนราษฎรไทย มักจะมีคำศัพท์หนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์เสมอ นั่นคือคำว่า “งูเห่า” คำเปรียบเปรยที่ใช้เรียก สส. ผู้โหวตสวนมติพรรค หรือแปรพักตร์ไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม จนกลายเป็นวาทกรรมที่มีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
สส. งูเห่า คืออะไร? ทำไมต้องเปรียบเป็นสัตว์มีพิษ
คำว่า “งูเห่าการเมือง” มีที่มาจากพฤติกรรมของงูเห่าตามนิทานอีสป ชาวนากับงูเห่า หรือความเชื่อที่ว่า เป็นสัตว์มีพิษที่ไม่เชื่อง แม้จะได้รับเลี้ยงดูมาอย่างดีก็สามารถหันกลับมากัดเจ้าของได้ ในบริบทการเมืองไทยจึงถูกใช้สื่อถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ได้รับเลือกตั้งในนามพรรคหนึ่ง แต่กลับหันไปโหวตสวนมติลงคะแนนให้อีกฝ่าย ซึ่งถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นการ “แปรพักต์ ” และขัดต่อเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียง
ย้อนรอยตำนานงูเห่า จากปี 2540 ถึงปัจจุบัน
ปรากฏการณ์สส.โหวตสวนมติพรรค ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2540 สมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย เมื่อ สส. ฝ่ายค้านบางส่วนตัดสินใจเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุนรัฐบาล เพื่อรักษาเสียงข้างมากในสภาไว้
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความปั่นป่วนจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540 บรรยากาศทางการเมืองในเวลานั้นดำเนินไปด้วยความตึงเครียด หลังจาก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมือง
ภายหลังการลาออก พรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลต่างเร่งเดินเกมทางการเมืองเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรสำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยในช่วงแรก เสียงข้างมากในสภาอยู่ในภาวะสูสีอย่างยิ่ง เมื่อฝ่ายหนึ่งมีเสียงสนับสนุนประมาณ 197 เสียง ขณะที่อีกฝ่ายมี 196 เสียง ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้การเคลื่อนไหวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงไม่กี่คน สามารถเปลี่ยนทิศทางทางการเมืองของประเทศได้ทันที
ถือกำเนิด “วาทกรรมงูเห่า”
ในจังหวะสำคัญนั้น สนั่น ขจรประศาสน์ แกนนำจาก พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าเจรจาและชักชวนกลุ่ม ส.ส.ของ วัฒนา อัศวเหม จาก พรรคประชากรไทย ให้เปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุน ชวน หลีกภัย ในการเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมติของพรรคประชากรไทยกำหนดให้สนับสนุน ชาติชาย ชุณหะวัณ การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองครั้งนั้นทำให้ดุลอำนาจในสภาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และเปิดทางให้ชวน หลีกภัย ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในวงการการเมืองและสังคมไทย โดย สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทยในขณะนั้น ได้เปรียบเปรยด้วยนิทานอีสปเรื่องชาวนากับงูเห่าว่า ตนเองเปรียบเสมือนชาวนาที่เก็บงูเห่าที่หนาวเย็นมาอุ้มไว้ในอก แต่สุดท้ายกลับถูกงูเห่ากัดจนตาย
คำเปรียบเทียบนี้กลายเป็นวลีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคม และสื่อมวลชนก็เริ่มใช้คำว่า “งูเห่า” เพื่อเรียกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เปลี่ยนจุดยืนสวนทางกับมติพรรคหรือหันไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม นับแต่นั้นเป็นต้นมา คำว่า “งูเห่า” จึงกลายเป็นศัพท์ทางการเมืองที่ฝังรากในวาทกรรมการเมืองไทย และยังถูกใช้สื่อความหมายถึงปรากฏการณ์ทางการเมืองลักษณะเดียวกันมาจนถึงปัจจุบัน.
ความขัดแย้งระหว่าง “มติพรรค” vs “เอกสิทธิ์ สส.”
ในโครงสร้างการเมืองไทย มติพรรค คือวินัยเหล็กที่สมาชิกต้องปฏิบัติตาม โดยเฉพาะในการลงมติสำคัญ เช่น การเลือกนายกรัฐมนตรี , การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ , การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
อย่างไรก็ตาม ตามหลักการสากล สส. ยังมี “เอกสิทธิ์ส่วนบุคคล” ในฐานะตัวแทนประชาชนที่ไม่ควรถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว ความย้อนแย้งระหว่างวินัยพรรคและดุลยพินิจอิสระจึงเป็นช่องว่างที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์งูเห่าขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เกมอำนาจและการต่อรองในสภาไทย
ในยุคการเมืองร่วมสมัย คำว่างูเห่ามักมาคู่กับข้อกล่าวหาเรื่อง “กล้วย” หรือผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อจูงใจให้มีการย้ายขั้ว แม้จะพิสูจน์ได้ยากในทางกฎหมาย แต่สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองในสภาไม่ได้สู้กันด้วยนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของตัวเลขและการคานอำนาจ
โดยสรุปแล้ว ปรากฏการณ์งูเห่าสะท้อนความซับซ้อนของ ระบบรัฐสภาไทย ที่ยังคงต้องหาจุดสมดุลระหว่าง “เสถียรภาพของรัฐบาล” และ “ความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้ลงคะแนน” ตราบใดที่ระบบพรรคการเมืองไทยยังไม่เข้มแข็งพอ คำว่างูเห่าก็จะยังคงเป็นเงาที่ตามหลอกหลอนสภาไทยต่อไปในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
