รีเซต

คลัง-คปภ.ดันประกันภัยพิบัติใหม่ คาดใช้ปีนี้

คลัง-คปภ.ดันประกันภัยพิบัติใหม่ คาดใช้ปีนี้
ทันหุ้น
3 กันยายน 2569 ( 13:55 )

#ทันหุ้น คลัง-คปภ.เร่งเดินหน้าประกันภัยพิบัติรูปแบบใหม่ คาดเริ่มใช้ปีนี้ ใช้งบ 1.5 หมื่นล้านบาท จ่ายเบี้ยคุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ลดภาระรัฐเยียวยาภัยพิบัติ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงโครงการการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางแห่งชาติ ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)เรียบร้อยแล้วว่า ทางกระทรวงการคลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะเร่งสรุปแนวทางการพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติรูปแบบใหม่ ซึ่งล่าสุดผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด คปภเรียบร้อยแล้ว โดยมีจุดประสงค์หลักในการโอนย้ายความเสี่ยงจากภาระงบประมาณของภาครัฐ ไปสู่ระบบประกันภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อลดภาระการจัดสรรงบกลางที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ภายในปีนี้

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)พบว่า ในแต่ละปี รัฐบาลต้องเสนองบประมาณในการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติเฉลี่ยสูงถึงปีละ 30,000 ล้านบาท แนวคิดใหม่นี้จึงเสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณสำหรับจ่ายเบี้ยประกัน 15,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาจ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยให้กับครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ซึ่งจะมีกรมธรรม์คุ้มครองความเสียหายรวมกันสูงสุดถึง 75,000 ล้านบาท โดยที่ประชาชนทุกครัวเรือนจะได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด

“หลักการของธุรกิจประกันภัยเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะยาว ไม่ได้ประเมินแบบปีต่อปี ดังนั้นการใช้เงินเบี้ยประกัน 15,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับวงเงินคุ้มครอง 75,000 ล้านบาท จึงมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทยจะเป็นผู้รับประกัน และกระจายความเสี่ยงไปยังบริษัทประกันภัยตามศักยภาพและความแข็งแกร่งของแต่ละบริษัท พร้อมทั้งมีการจัดทำประกันภัยต่อ(Re-insurance) ไปยังตลาดต่างประเทศ เพื่อย้ายความเสี่ยงออกนอกประเทศอีกทางหนึ่ง”

สำหรับกระบวนการจ่ายค่าสินไหมทดแทน นายลวรณ ยืนยันว่า จะมีความรวดเร็วและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น โดยจะนำเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์และภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและระดับความสูงของน้ำ เพื่ออนุมัติการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นงวดแรกจำนวน 10,000 บาทได้อย่างรวดเร็ว ส่วนความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจริงจะมีการประเมินตามสภาพจริงแต่วงเงินไม่เกิน100,000 บาท ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะช่วยลดขั้นตอนความล่าช้าในการตรวจสอบแบบเดิมลงได้มาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง