ปลัดคลังเผย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จ่อใช้เงินกู้ 2 พันล้าน หนุนค่าที่พักแบบ Flat Rate

#ทันหุ้น ปลัดคลังเผย กระทรวงท่องเที่ยวฯ เตรียมเสนอ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ขอใช้เงินกู้กว่า 2,000 ล้านบาท หวังกระตุ้นเที่ยวในประเทศช่วงโลว์ซีซั่น ตั้งเป้าเริ่ม 1 ต.ค. 2569 พร้อมปรับอุดหนุนค่าที่พักเป็นแบบ Flat Rate ลดช่องโหว่การปรับราคาห้องพักเกินจริง
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเสนอรายละเอียดโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้านบาท ในส่วนของวงเงินเยียวยา เพื่อขอใช้เงินกู้มากกว่า 2,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันยังมีวงเงินเหลือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ คาดว่าเร็วๆนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเร่งจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้ทันเป้าหมายเริ่มดำเนินโครงการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยมุ่งใช้มาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงโลว์ซีซั่น เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ชะลอตัว
นายลวรณกล่าวว่า รูปแบบของ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” จะมีลักษณะใกล้เคียงกับโครงการไทยเที่ยวไทยในอดีต แต่จะปรับเงื่อนไขหลายด้านเพื่อปิดช่องโหว่ โดยเฉพาะการอุดหนุนค่าที่พักเดิมภาครัฐสนับสนุนค่าห้องพักในสัดส่วน 30% ของราคาห้องพัก ซึ่งอาจเปิดช่องให้ผู้ประกอบการบางรายปรับราคาห้องพักสูงขึ้น เพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น
ดังนั้น รอบใหม่นี้จึงมีแนวคิดเปลี่ยนรูปแบบเป็น “Flat Rate” หรือการสนับสนุนในอัตราคงที่ต่อห้องต่อคืน โดยไม่ผูกกับราคาห้องพัก
แนวทางดังกล่าวจะทำให้รัฐควบคุมวงเงินสนับสนุนได้ชัดเจน และลดแรงจูงใจในการปรับราคาห้องพักสูงเกินจริง โดยหากประชาชนเลือกพักโรงแรมที่มีราคาสูงกว่าอัตราที่รัฐสนับสนุน จะต้องรับผิดชอบส่วนต่างเอง
ในทางกลับกัน หากเลือกพักโรงแรมที่มีราคาต่ำกว่าอัตราสนับสนุน ภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้สิทธิก็จะลดลง และหากราคาห้องพักตรงกับอัตราที่รัฐกำหนด ผู้ใช้สิทธิก็ไม่ต้องจ่ายค่าห้องพักเพิ่มเติม
“คนที่เลือกพักในโรงแรมที่ราคาแพงกว่าจะต้องรับผิดชอบส่วนต่างด้วยตัวเอง ส่วนคนที่เลือกพักโรงแรมราคาถูกลง จะออกค่าใช้จ่ายเองน้อยลง หรือหากราคาที่พักเท่ากับอัตราสนับสนุนพอดีก็จะไม่ต้องจ่ายค่าห้องพักเพิ่ม แนวทางนี้จะช่วยควบคุมและแก้ไขปัญหาการตั้งราคาห้องพักเกินจริงได้โดยตรง“
นายลวรณ กล่าวว่า อีกแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือ การนำวงเงินที่ลดลงจากการปรับรูปแบบการอุดหนุนค่าห้องพัก มาเพิ่ม วงเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายวัน ให้กับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เหตุผลสำคัญคือการใช้จ่ายรายวันสามารถควบคุมและตรวจสอบผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้ง่ายกว่า เนื่องจากผู้ใช้สิทธิจะต้องชำระเงินผ่านระบบที่กำหนด ทำให้ภาครัฐสามารถติดตามการใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน เงินส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในพื้นที่ท่องเที่ยวโดยตรง ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจบริการประเภทต่างๆ ทำให้เม็ดเงินจากโครงการกระจายไปยังผู้ประกอบการในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจโรงแรม ถือเป็นการปรับแนวทางจากโครงการ “ไทยเที่ยวไทย” ในอดีต ซึ่งมีข้อจำกัดในการให้สิทธิแก่ธุรกิจบริการบางประเภท เนื่องจากข้อจำกัดด้านนิยามการท่องเที่ยว
สำหรับวงเงินใช้จ่ายรายวัน ซึ่งในอดีตอยู่ที่ประมาณ 300-600 บาทต่อวัน รอบใหม่นี้มีแนวคิดที่จะพิจารณาปรับเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีวงเงินใช้จ่ายมากขึ้น และช่วยกระจายรายได้ไปยังร้านค้า ร้านอาหาร และผู้ประกอบการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม อัตราวงเงินที่แน่นอน รวมถึงรายละเอียดการใช้สิทธิ ยังต้องรอข้อเสนออย่างเป็นทางการจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
นายลวรณกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของโครงการไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เดินทางท่องเที่ยว แต่ต้องการให้เม็ดเงินจากมาตรการลงไปถึงผู้ประกอบการในระดับฐานรากมากที่สุด ทั้งร้านอาหาร ร้านค้าและธุรกิจบริการต่างๆ
สำหรับขั้นตอนการขอใช้เงินกู้ กระทรวงที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงลงนามเสนอเรื่องต่อ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อพิจารณารายละเอียดและความเหมาะสมของการใช้วงเงิน
เมื่อผ่านการกลั่นกรองแล้ว จะส่งเรื่องกลับไปยังกระทรวงเจ้าของโครงการ เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติวงเงินอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รายละเอียดสำคัญของโครงการยังอยู่ระหว่างการจัดทำ ทั้งจำนวนสิทธิ วงเงินสนับสนุนต่อราย จำนวนคืนที่สามารถใช้สิทธิเข้าพัก และอัตราวงเงินใช้จ่ายรายวัน โดยต้องรอการเสนออย่างเป็นทางการจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก่อน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
