อนามัยโลกเตือน 'ยาเรมเดซิเวียร์' ไม่ควรใช้รักษาโควิด-19

อนามัยโลกเตือน 'ยาเรมเดซิเวียร์' ไม่ควรใช้รักษาโควิด-19
Xinhua Thai
20 พฤศจิกายน 2563 ( 13:23 )
46
อนามัยโลกเตือน 'ยาเรมเดซิเวียร์' ไม่ควรใช้รักษาโควิด-19

แฟ้มภาพซินหัว : เจ้าหน้าที่ทำงานในห้องปฏิบัติการของอีวา ฟาร์มา ผู้ผลิตยาในจังหวัดกิซาของอียิปต์ วันที่ 2 ก.ค. 2020)

 

ลอนดอน, 20 พ.ย. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (20 พ.ย.) องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าเรมเดซิเวียร์ (remdesivir) ที่เป็นยาต้านไวรัส ไม่ควรถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีอาการร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ายาตัวนี้ใช้รักษาโรคดังกล่าวได้

 

กลุ่มการพัฒนาแนวปฏิบัติ (GDG) ขององค์การฯ ระบุว่าคณะผู้เชี่ยวชาญไม่พบหลักฐานเพียงพอจะบ่งชี้ยาเรมเดซิเวียร์สามารถช่วยรักษาโรคโควิด-19 ทั้งด้านการลดอัตราการเสียชีวิต ลดความจำเป็นในการใช้เครื่องช่วยหายใจ ร่นระยะเวลาในการรักษาทางคลินิก และอื่นๆ โดยหากผลเชิงบวกจากการใช้ยาเรมเดซิเวียร์มีอยู่จริง ก็คงอยู่ในระดับต่ำและยังคงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดอันตรายจากการใช้ยาตัวนี้อยู่คำแนะนำขององค์การฯ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารบริติช เมดิคอล จอร์นัล (British Medical Journal) อ้างอิงจากการตรวจสอบทบทวนหลักฐาน ซึ่งรวมถึงข้อมูลจากการทดลองแบบสุ่มระหว่างประเทศ 4 รายการ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมากกว่า 7,000 รายหลังจากดำเนินการตรวจสอบทบทวนหลักฐาน กลุ่มฯ ได้ผลสรุปว่ายาเรมเดซิเวียร์ไม่ส่งผลดีต่ออัตราการเสียชีวิตหรือผลลัพธ์สำคัญอื่นๆ ต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับยาตัวนี้แล้ว ทำให้มีความเห็นว่าควรมีการสำแดงหลักฐานทางประสิทธิภาพของยาตัวนี้ ซึ่งยังคงไม่พบจากข้อมูลในปัจจุบันอนึ่ง ยาเรมเดซิเวียร์เป็นหนึ่งในยา 2 ตัว ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทั่วโลก โดยได้รับอนุญาตในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆ หลังจากการวิจัยเบื้องต้นพบว่ายาตัวนี้อาจร่นระยะเวลาการฟื้นตัวของผู้ป่วยโควิด-19 บางส่วนยาเรมเดซิเวียร์ถูกพัฒนาขึ้นโดยกิลเลียด (Gilead) บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ทว่ามีราคาสูงมากและต้องถูกฉีดเข้าเส้นเลือดดำ โดยกิลเลียดระบุว่ายาเรมเดซิเวียร์ช่วยกระตุ้นยอดขายช่วงไตรมาส 3 ของบริษัทราว 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.7 หมื่นล้านบาท)

 

(แฟ้มภาพซินหัว : นักวิจัยทำงานในห้องปฏิบัติการทางแพทย์ในเขตคิลิฟิของเคนยา วันที่ 13 พ.ย. 2020)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง