รีเซต

SRICHAแดีลฟื้นฟูอาหรับ  ฝีมือดีเล็งรับแCFP หมื่นล.

SRICHAแดีลฟื้นฟูอาหรับ  ฝีมือดีเล็งรับแCFP หมื่นล.
ทันหุ้น
1 กันยายน 2569 ( 02:10 )

                นายฉัตรมงคล เขมาภิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SRICHA เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า บริษัทมีแนวโน้มการรับงานในโครงการ  Clean Fuel Project (CFP) ของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เพิ่มเติมจากที่เซ็นสัญญา โดยสัญญางานเดิมซึ่งเซ็นไปเมื่อกลางปี 2568 บริษัทได้รับงานมูลค่า 7,800 ล้านบาท แต่ล่าสุดบริษัทได้รับสัญญางานเพิ่มเติมเข้ามาอีกประมาณ 600 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่างานรวมขยับขึ้นไปแตะ 8,400 ล้านบาทแล้ว นอกจากนี้บริษัท อยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจางานเพิ่มเติมในช่วงท้ายของกรอบงานเดิมกับทางเจ้าของโครงการ (Owner) และ EPCM อีกประมาณ 1,600 ล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อยุติและทยอยออกเอกสารสัญญาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จจะผลักดันให้มูลค่าโครงการ CFP รวมทั้งหมดของ SRICHA พุ่งทะยานทะลุ 10,000 ล้านบาท

                นายฉัตรมงคล ระบุด้วยว่า เนื่องจากบริษัทมีศักยภาพในการก่อสร้างได้เร็วกว่าแผน ดังนั้นบริษัทยังมีความคาดหวังในส่วนงานอื่นๆ ของ CFP ด้วย นอกจากนี้เมื่อโครงการ CFP เข้าสู่ช่วง Completion (การตรวจรับความเสร็จสมบูรณ์) และ Commissioning (การทดสอบและตรวจรับระบบ) บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการต่อยอดงานในรูปแบบ Mechanical Task Force หรือ ทีมซ่อมบำรุง ติดตั้ง แก้ไขปัญหาระบบ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในช่วงท้ายของโครงการ

@ บริหารดีผลงานกระฉูด

                นายฉัตรมงคล ยืนยันว่า การที่ TOP ปรับระบบมาจ้างตรงจ่ายค่าจ้างรับเหมาก่อสร้างเองนั้น ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องที่ดี จากการจ่ายเงินดีและเร็วมาก ขณะเดียวกันบริษัทยังมีความสามารถในด้านการควบคุมต้นทุนและการรักษาอัตรากำไรส่งผลให้ไตรมาส 2/2569 ที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรสุทธิ 387 ล้านบาท คิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 11,054.73%  โดยมีรายได้รวม 1,405 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขึ้นต้นที่ 38.5% และอัตรากำไรสุทธิ 27.5%

                ส่วนภาพรวมครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องปี 2570 บริษัทยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นจากโครงการ CFP ในส่วนงานโครงสร้าง เครื่องกล งานเหล็ก งานท่อ และงานฉนวน ซึ่งเป็นงานที่มีความซับซ้อนและมาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมียม 

@ รายได้ประจำ

                นอกจากเมกะโปรเจ็กต์ในประเทศแล้ว SRICHA ยังคงรับรู้รายได้ประจำอย่างต่อเนื่องจากโครงการ Ambatovy เหมืองนิกเกิลขนาดใหญ่ที่ประเทศมาดากัสการ์ ซึ่งเข้าไปรับงานมานานกว่า 14 ปี  โดยต่อยอดจากงานก่อสร้าง (Construction) ไปสู่งานบำรุงรักษา (Maintenance), Operation Support, Mechanical Task Force และงานโครงการขนาดเล็ก (Small Projects) โดยในช่วง 3 ปีล่าสุด โครงการ Ambatovy สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัท รวมกันกว่า 614 ล้านบาท หรือเฉลี่ยสูงถึง 205 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นลักษณะของรายได้ประจำที่สม่ำเสมอ (Recurring Revenue)  ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนกระแสเงินสดและหล่อเลี้ยงทีมงานของบริษัทได้เป็นอย่างดี

@ ดีลฟื้นฟูตะวันออกกลาง

                นายฉัตรมงคล  ประเมินว่า เทรนด์การลงทุนอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า จะเติบโตจากการที่หลายประเทศพยายามขยายกำลังการผลิตเพื่อความมั่นคงทางพลังงานภายในกลุ่มประเทศตนเอง (Decoupling) แทนการกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลกแบบเดิม ซึ่ง SRICHA มีความได้เปรียบสูงเนื่องจากคู่แข่งที่มีความสามารถในการดำเนินงานมาตรฐานวิศวกรรมเฉพาะทางระดับสูงนี้มีจำกัดในตลาดโลก ประกอบกับบริษัทมีประสบการณ์และความสัมพันธ์อันดีกับผู้รับเหมาระดับสากล (International EPC Contractor) มาอย่างยาวนาน

                ขณะเดียวกัน SRICHA อยู่ระหว่างพูดคุยและติดตามโอกาสงานใหม่หลายโครงการในประเทศไทย เช่น โครงการโรงงานปิโตรเคมีในจังหวัดระยอง และโครงการโรงไฟฟ้าบางแห่ง และโครงการต่างประเทศ เช่น โรงงาน LNG ที่แคนาดา โรงงาน LNG ที่โมซัมบิก โรงงาน LNG ที่ปาปัวนิวกีนี และ โรงงานอลูมินา ที่กินี ซึ่งสอดคล้องกับประสบการณ์หลักของบริษัทฯ ด้าน Mechanical, Piping, Petrochemical และ Power Plant

                ส่วนของงานตะวันออกกลาง บริษัทด้เริ่มมีการติดต่อและพูดคุยถึงโอกาสทางธุรกิจใน บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ โดยเฉพาะโครงการฟื้นฟูความเสียหาย และโครงการใหม่ๆด้านพลังงาน ปิโตรเคมี และงานอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม โครงการเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้น และต้องรอความชัดเจนของการลงทุนภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคคลี่คลาย

                SRICHA มีประสบการณ์ในตลาดตะวันออกกลางมาก่อน โดยเคยดำเนินงาน Qatar Dolphin Project มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท รวมถึงมีประสบการณ์โครงการ Refinery, Petrochemical และ Power Plant ร่วมกับ EPC Contractor ระดับนานาชาติมาอย่างยาวนาน

                นอกจากนี้บริษัทยังเห็นโอกาสงานในประเทศทั้งจากเมกะเทรนด์โรงไฟฟ้า  รวมถึงการที่บริษัท SCGC และ PTTGC ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อ ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture - JV) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีการดำเนินการลงทุนอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ โดยอย่างน้อยๆ อาจจะมีการลงทุนในคลังจัดเก็บซึ่งก็เป็นโอกาสของบริษัทเช่นเดียวกัน

                บริษัทมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำทั้งจากงาน Maintenance, Task Force, Shutdown & Turnaround, Commissioning, และ Fabrication ควบคู่กับงาน Construction โดยคัดเลือกโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีผลตอบแทนและเงื่อนไขความเสี่ยงเหมาะสม เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น และลดการพึ่งพา Mega Project เพียงโครงการเดียว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง