รีเซต

วิเคราะห์เหตุ “รถไฟชนรถเมล์” ปัจจัยเสี่ยงและแนวทางป้องกัน 3 ช่วงเวลาสำคัญ

วิเคราะห์เหตุ “รถไฟชนรถเมล์” ปัจจัยเสี่ยงและแนวทางป้องกัน 3 ช่วงเวลาสำคัญ
TNN ช่อง16
17 พฤษภาคม 2569 ( 11:50 )

อุบัติเหตุรุนแรงขบวนรถไฟชนรถเมล์

กลายเป็นเรื่องราวที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นสำหรับอุบัติเหตุขบวนรถสินค้าที่ 2126 (เส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง – บางซื่อ) เฉี่ยวชนกับรถประจำทางของ ขสมก. สาย 206 ระหว่างสถานีคลองตัน - มักกะสัน (บริเวณทางผ่านเสมอระดับรถไฟ-รถยนต์ แยกอโศก - ดินแดง) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.41 น. ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ในบริเวณดังกล่าว เบื้องต้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 32 ราย

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดอุบัติเหตุ พร้อมเปิดเผยว่า เหตุรถไฟชนที่เกิดขึ้น ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดูแลอำนวยความสะดวกในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการจราจร ให้เร่งเคลื่อนย้ายขบวนรถและรถโดยสารสาธารณะออกจากจุดเกิดเหตุ เพื่อเปิดเส้นทางจราจรให้เร็วที่สุด และปลอดภัยต่อผู้สัญจร รวมถึงป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน 

รวมทั้งยังได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุดังกล่าว และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเต็มที่ รวมถึงเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิต และเยียวยาให้การช่วยเหลือทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บให้เหมาะสมที่สุด


ถอดบทเรียนวิเคราะห์เหตุ “รถไฟชนรถเมล์” ด้วยหลักความปลอดภัย Haddon Matrix 

ทั้งนี้ Ramathibodi Emergency Medicine Department เพจเฟซบุ๊กของภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ให้ข้อมูลวิเคราะห์เหตุ "รถไฟชนรถเมล์" ด้วยหลักความปลอดภัย Haddon Matrix  โดยระบุว่า จากอุบัติเหตุสะเทือนใจ (16 พ.ค. 69) กรณีขบวนรถสินค้าเฉี่ยวชนกับรถประจำทาง บริเวณทางตัดรถไฟแยกอโศก-ดินแดง จนเกิดเพลิงไหม้ลุกท่วมลามไปถึงรถจักรยานยนต์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย 

วันนี้แอดมินมีโอกาสติวแพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินหัวข้อ Prehospital Care ที่พูดถึงเรื่อง Haddon Matrix เลยอยากนำมาถอดบทเรียนให้ได้เข้าใจกัน

หากเรานำเอา Haddon Matrix ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและการจัดการความปลอดภัยมาถอดบทเรียน เราจะเห็นแนวทางในการป้องกันและลดความสูญเสียในอนาคตได้อย่างเป็นระบบใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ:

1. ก่อนเกิดเหตุ (Pre-Event) - "ลดความเสี่ยงตั้งแต่วินาทีแรก"

  • คน (Host): การตระหนักรู้และวินัยจราจรของคนขับรถเมล์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การตัดสินใจไม่ขับรถเข้าไปจอดหยุดนิ่งคร่อมรางรถไฟแม้ในช่วงรถติดขัด
  • พาหนะ (Agent): ความสมบูรณ์ของระบบเบรกและทัศนวิสัยในการมองเห็นของรถทั้งสองฝ่าย
  • สิ่งแวดล้อมและสังคม (Env): จุดตัดทางรถไฟ จุดบริการไม้กั้น และสัญญาณเตือนต้องชัดเจนและทำงานได้ 100% รวมไปถึงการจัดการ "สภาพจราจรที่ติดขัด" ไม่ให้มีรถท้ายแถวไปหยุดคาอยู่บนรางรถไฟ รวมถึงการมีระบบกำกับความปลอดภัยและบังคับใช้กฎหมายจราจรที่เข้มงวด

2. ขณะเกิดเหตุ (Event) - "ลดความรุนแรงและผ่อนหนักเป็นเบา"

  • คนและพาหนะ: เมื่อเกิดการชน แรงปะทะทำให้ระบบเชื้อเพลิงหรือระบบแก๊ส/ไฟฟ้าเสียหายจนเกิดไฟไหม้ สิ่งสำคัญคือ "การอพยพผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว" การทำงานของระบบทางออกฉุกเฉิน และการตัดสินใจหน้างานของคนขับรถ
  • สิ่งแวดล้อมและสังคม: ความแออัดของพื้นที่เกิดเหตุ (เช่น แยกอโศก-ดินแดง ที่มีปริมาณรถหนาแน่น) ส่งผลให้ไฟลุกลามไปยังรถคันข้างเคียงได้ง่าย สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการประสานงานแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 และหน่วยดับเพลิงเพื่อควบคุมเพลิงโดยเร็วที่สุด

3. หลังเกิดเหตุ (Post-Event) - "กู้ภัยอย่างเป็นระบบและถอดบทเรียนซ้ำ"

  • คนและพาหนะ: การเข้าพื้นที่ของเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยเพื่อควบคุมเพลิง การตัดระบบเชื้อเพลิง/ไฟฟ้าเพื่อป้องกันระเบิดซ้ำ และการคัดแยกผู้บาดเจ็บเพื่อนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
  • สิ่งแวดล้อมและสังคม: การตั้งระบบบัญชาการจุดเกิดเหตุที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมฝูงชนและเคลียร์การจราจรโดยรอบ การเปิดทางให้รถแพทย์ฉุกเฉินเข้าถึงพื้นที่ ตลอดจนการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนขึ้นอีก

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เรื่องของความระมัดระวังส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการจราจรบริเวณจุดตัด และระบบการกู้ภัย ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีก ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียทุกท่าน


ข้อมูลจาก ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉินโรงพยาบาลรามาธิบดี

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง