รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า (Maglev) เจนใหม่ของจีน ... เครื่องบินยังอาย (ตอน 3)

แม้ว่าความรุดหน้าอย่างรวดเร็วของ Maglev สายพันธุ์มังกรดังกล่าวทำให้โลกต่างจับจ้องพัฒนาการของโครงการนี้อย่างไม่ละสายตา แต่จีนก็ต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สูง เพราะ Maglev ต้องใช้รางเฉพาะ ไม่สามารถใช้ร่วมกับทางรถไฟความเร็วสูงเดิมได้
ขณะที่ Maglev ก็ต้องแข่งขันกับรถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่อย่าง CR450 ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและใช้โครงข่ายรางรถไฟเดิมได้เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ในระยะสั้น จีนมีแนวโน้มที่จะไม่สร้างเครือข่าย Maglev ทั่วประเทศ เพราะรถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่อย่าง CR450 ตอบโจทย์ด้านต้นทุนและการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมได้ดีกว่า
แต่ยังไม่ทันที่ “CF600” Maglev ความเร็วสูงดังกล่าวจะเปิดให้บริการต่อสาธารณชนในเชิงพาณิชย์ จีนก็สร้างตื่นตะลึงครั้งใหม่เมื่อราว 2 ปีก่อนเมื่อกลุ่มอุตสาหกรรมอวกาศของจีนก็ใช้งานแสดงสินค้าด้านนวัตกรรมที่กรุงปักกิ่งประกาศความสำเร็จของโครงการ “ที-ไฟล้ต์” (T-Flight) ในการทดสอบเทคโนโลยี “Ultra-High-Speed” (UHS) ระดับ 1,000 กม./ชม. ที่เมืองต้าถง (Datong) มณฑลซานซี บริเวณ “หลังไก่” ของจีน
พูดถึงเมืองต้าถงแล้ว ผมก็ขออกนอกเรื่องหน่อย เพราะผมอดนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมหลายแห่งที่โด่งดังและสุดประทับใจไม่ได้ เผื่อท่านผู้อ่านจะหาเวลาว่างแวะเวียนไปตามรอยกัน
อาทิ วันเสวียนกง (Xuankong Temple) หรือที่นิยมเรียกว่า “อารามลอยฟ้าเหิงซาน” (Hengshan Hanging Temple) อายุกว่า 1,500 ปีที่ตรึงโครงสร้างไม้เข้ากับผนังเขาไว้อย่างน่าทึ่ง และถ้ำหิน “อวิ๋นกัง” (Yungang Grottoes) ที่เต็มไปด้วยพระพุทธรูปแกะสลักน้อยใหญ่บนหน้าผาหินจำนวนนับหมื่นองค์
รวมทั้งกำแพงเมืองโบราณที่ได้รับการบูรณะใหม่ยาวเหยียดหลายกิโลเมตรจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมประจำเมืองนี้ไป ผู้ที่ชื่นชอบ “พุทธศิลป์” และคราบไคลทางประวัติศาสตร์จีนไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
กลับมาที่โครงการ “ที-ไฟล้ต์” ดังกล่าว ความรุดหน้าด้านเทคโนโลยีได้เปลี่ยนนิยามของการขนส่งทางรางไปอย่างสิ้นเชิง โดยเป็นการผสานเทคโนโลยี “ระบบราง” เข้ากับ “วิทยาการด้านอวกาศ” (Aerospace Technology) ซึ่งถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคที่ 4 ของการพัฒนาวงการรถไฟของจีนอย่างแท้จริง
ตอนอ่านข่าวการผ่านการทดสอบ 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของ Maglev ในท่อสุญญากาศทำให้ผมอดนึกถึง “ภาพยนตร์ไซไฟ” (Sci-Fi Movie) ที่เคยดูในวัยเยาว์ไม่ได้ เพราะนี่คือความเร็ว “ในฝัน” ระดับเดียวกับเครื่องบินพาณิชย์ที่เราใช้บริการกันอยู่ในปัจจุบันเลยทีเดียว
ผมหวนคิดย้อนกลับไปในโลกของความเป็นจริง จีนใช้เวลาไม่ถึง 30 ปี “เรียนลัด” และ “ต่อยอด” จนสามารถคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยี Maglev สัญชาติจีนที่สุดล้ำสมัย และสามารถวิ่ง “ราวกับบิน” ด้วยความเร็วถึง 1,000 กม./ชม. ได้! คิดแล้วมันก็น่าเหลือเชื่อจริงๆ
พัฒนาการรถไฟของจีน: อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต
รถไฟธรรมดา: มีความเร็วอยู่ที่ 120-200 กม./ชม.
รถไฟความเร็วสูง รุ่น CR400: ทำความเร็วได้ 300-380 กม./ชม.
รถไฟความเร็วสูง รุ่น CR450: ทำความเร็วได้ถึง 400 กม./ชม.
รถไฟ Maglev สัญชาติเยอรมนี: ทำความเร็วได้ 430 กม./ชม.
รถไฟ Maglev สัญชาติมังกร: ทำความเร็วได้สูงถึง 600-800 กม./ชม.
รถไฟ Maglev ในท่อสุญญากาศ: ถือเป็นเทคโนโลยีที่เร็วที่สุด โดยทำความเร็วได้ถึง 1,000 กม./ชม.
ลองจินตนาการดูว่า เมื่อนวัตกรรมนี้ถูกนำมาให้บริการแก่สามารถชน เราจะใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเศษเท่านั้นในการเดินทางระหว่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ เซี่ยงไฮ้-กวางโจว และเซี่ยงไฮ้-ฉงชิ่ง หรือการเดินทางระหว่างเซี่ยงไฮ้-หังโจว จะเหลือเพียง 15 นาที เรียกว่าจิบกาแฟยังไม่หมดแก้ว เราก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
แล้วความเร็วระดับ 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของ Maglev อยู่ห่างจากเราแค่ไหน? และความลับหลักของ “รถไฟความเร็วสูงพิเศษ” อยู่ตรงส่วนไหนกันจึงสามารถทำความเร็วได้ขนาดนี้?
ในภาพรวม จีนหันมาพัฒนา “High-Temperature Superconducting Maglev” ยุคที่ 4 แทนที่จะใช้แม่เหล็กไฟฟ้าแบบเดิม ข้อดีคือ การยกตัวได้สูงกว่าแต่มีความเสถียรสูง ขณะเดียวกันก็สามารถทำความเร็วได้มากกว่า แต่ใช้พลังงานต่ำกว่า
ความก้าวหน้าในด้านความเร็วอันน่าทึ่งในครั้งนี้สะท้อนถึงความสำเร็จในการดำเนินนโยบาย Made in China 2025 ที่ได้รับการต่อยอดด้วยนโยบาย New Quality Productive Forces นับแต่ปี 2026 ที่จะทำให้จีนสามารถเปิดให้บริการ Maglev เจนใหม่แก่สาธารณชนในระดับความเร็วที่สูงขึ้นในอนาคต
เคล็ดลับสำคัญอีกส่วนหนึ่งของ Maglev สุดล้ำนี้ก็ได้แก่ การใช้กลไก “ท่อสุญญากาศ” (Low-Vacuum Tube) คล้ายคอนเซปต์ “ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) ของสหรัฐฯ ที่ลีออน มัสก์เคยพูดไว้เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งยังอยู่ในระยะแนวคิดเท่านั้น แต่จีนเริ่มทดสอบทดลองระยะแรกแล้ว
ก่อนอื่น ผมขอทำความเข้าใจก่อนว่า โดยทั่วไปแล้ว ปัญหาใหญ่ของการเดินรถไฟมักเกิดขึ้นเมื่อทำความเร็วเกิน 400 กม./ชม. อันได้แก่ “แรงต้านอากาศ” และ “เสียงรบกวน” จากภายนอก จีนจึงพยายามพัฒนาโครงการวิจัย “ระบบขับเคลื่อนในท่อ” ที่มีสภาวะใกล้เคียงสุญญากาศ เพื่อลดแรงต้านให้เกือบเป็นศูนย์
China Aerospace Science and Industry Corporation (CASIC) ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจหลักด้านอวกาศของจีน ได้รับมอบหมายให้เป็นแกนหลักในการทดสอบครั้งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายสถาบันการศึกษาที่เข้ามาช่วยการวิจัยและพัฒนาเชิงลึก ก่อนประสบความสำเร็จในการนำไปทดสอบบนรางระยะทาง 2 กิโลเมตรที่เมืองต้าถงดังกล่าว
จากการเปิดเผยของวิศวกรอาวุโสของ CRRC Changchun Railway Vehicles Co., Ltd. ระบุว่า “ต้นแบบ” ทางวิศวกรรมชิ้นแรกเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 และผลการทดสอบในขั้นต้นพบว่า แรงต้านลมลดลงเหลือเพียง 3% ของแรงต้านที่พบในรถไฟความเร็วสูงแบบดั้งเดิมเท่านั้น ซึ่งช่วยลดความ “เหนื่อยล้า” ของ Maglev ไปได้อย่างมาก และยังประสบความสำเร็จในการควบคุมการลอยตัวด้วยความเสถียรอย่างสมบูรณ์ตลอดระยะทางทดสอบ
อ่านต่อตอนหน้าครับ ...
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
