รีเซต

ทำไม Bitcoin ชนกำแพง 200 วันแล้วร่วง? เปิดเหตุผลวิกฤติ Demand หดตัว

ทำไม Bitcoin ชนกำแพง 200 วันแล้วร่วง? เปิดเหตุผลวิกฤติ Demand หดตัว
ทันหุ้น
21 พฤษภาคม 2569 ( 13:11 )

#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coindesk ได้ระบุว่า การฟื้นตัวของ Bitcoin จากจุดต่ำสุดในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเริ่มดูเหมือนเป็นช่วงขาขึ้น (Bull run) รอบใหม่ ได้เผชิญกับการชนกำแพงเข้าอย่างจังเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย 200 วัน (200-day simple moving average หรือ SMA) ซึ่งตั้งอยู่เหนือระดับ 82,000 ดอลลาร์เพียงเล็กน้อย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ราคาได้ย่อตัวกลับลงมาอยู่ที่ 77,500 ดอลลาร์ ในลักษณะที่ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ในปี 2022 เมื่อครั้งที่การทะยานขึ้นเพื่อฟื้นตัวระยะสั้น (Relief rally) ขนาด 43% ได้ล้มเหลว ณ เส้นตัวชี้วัดเดียวกันนี้ ก่อนที่ Bitcoin จะกลับเข้าสู่ทิศทางขาลงต่อไป

รายงานล่าสุดจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง CryptoQuant ได้นำเสนอคำอธิบายที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุผลที่การทะยานขึ้นของราคาในครั้งนี้ ไม่สามารถทะลุผ่านเส้นค่าเฉลี่ยที่สำคัญดังกล่าวไปได้ ซึ่งเส้นแนวโน้มระยะยาวนี้เป็นเส้นที่บรรดาเทรดเดอร์มักจะใช้เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่าง "การดีดตัวขึ้นในตลาดหมี (Bear-market bounce)" กับ "การฟื้นตัวที่แท้จริง (Real recovery)"

ทว่า ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือเรื่องของอุปสงค์ (Demand) หรือความต้องการซื้อ

CryptoQuant ระบุว่า การทะยานขึ้นของราคาในเดือนเมษายนและช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนั้น ได้รับการสนับสนุนจากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ การซื้อในตลาดฟิวเจอร์สที่มีการใช้เลเวอเรจ (Leveraged futures buying), อุปสงค์ในตลาดสปอต (Spot demand) และเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน U.S. ETF ซึ่งในปัจจุบัน ปัจจัยทั้ง 3 ประการนี้ได้อ่อนกำลังลงทั้งหมด โดยดัชนี Bull Score Index ของทางบริษัทได้ร่วงลงจากระดับ 40 มาอยู่ที่ระดับ 20 ซึ่งเป็นระดับที่ทางบริษัทเรียกว่า “เป็นขาลงอย่างรุนแรง (Extremely bearish)” และเป็นระดับที่เท่ากันกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ยามที่ Bitcoin ซื้อขายกันอยู่ที่ระหว่าง 60,000 ดอลลาร์ ถึง 66,000 ดอลลาร์

CryptoQuant ชี้ให้เห็นในรายงานว่า สิ่งที่เป็นตัวตรวจสอบข้ามข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดคือ ค่าพรีเมียม Bitcoin ของ Coinbase (Coinbase bitcoin premium) ซึ่งยังคงมีค่าติดลบตลอดช่วงการทะยานขึ้นส่วนใหญ่ของเดือนพฤษภาคม รวมถึงในช่วงการปรับฐานที่เกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน

ค่าพรีเมียมดังกล่าวทำหน้าที่วัดว่า Bitcoin มีการซื้อขายในราคาที่สูงกว่าบน Coinbase เมื่อเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มซื้อขายในต่างประเทศ (Offshore venues) หรือไม่ โดยค่าที่เป็นบวกจะถูกมองว่าเป็นสัญญาณของอุปสงค์ที่ค่อนข้างแข็งแกร่งกว่าจากฝั่ง U.S. ในขณะที่ค่าที่เป็นลบจะเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักลงทุน U.S. ไม่ได้ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อครอบครองสินทรัพย์นี้

ในเวลาเดียวกัน กองทุน U.S. spot bitcoin ETFs ก็ได้พลิกบทบาทกลับมาเป็นฝั่งผู้ขายเช่นกัน โดยข้อมูลรายสัปดาห์จาก SoSoValue แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้สูญเสียเงินทุนไหลออกไปประมาณ 979.7 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำเติมต่อจากที่มีเงินทุนไหลออกไปก่อนหน้านั้นแล้วราว 1 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า การพลิกผันในทางลบนี้เกิดขึ้นตามหลังช่วงเวลาที่มีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องยาวนานถึง 6 สัปดาห์ติดต่อกัน ซึ่งเคยเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการทะยานขึ้นของราคา

แล้วมันยังหลงเหลืออุปสงค์อยู่บ้างไหม?

ข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่า ค่าพรีเมียมกิมจิของเกาหลี (Korea's kimchi premium) ซึ่งเป็นตัววัดอุปสงค์สำหรับ BTC บนกระดานเทรดของเกาหลี ได้ร่วงลงไปต่ำกว่าศูนย์แล้ว ซึ่งหมายความว่าไม่มีความต้องการซื้อที่สูงกว่าปกติบนกระดานซื้อขายภายในประเทศดังกล่าวเลย

ส่วนในพื้นที่อื่นๆ ของเอเชีย กองทุน spot bitcoin ETFs ทั้ง 3 กองทุนของฮ่องกง ซึ่งบริหารจัดการโดย ChinaAMC, Bosera Hashkey และ Harvest แทบจะไม่สามารถทำยอดปริมาณการซื้อขายรวมกันในแต่ละวัน (Combined daily volume) ได้เกินกว่าไม่กี่ล้านดอลลาร์เลยตลอดช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

หากการปรับฐานครั้งนี้ดิ่งลึกลงไปอีก CryptoQuant ได้ระบุว่า ระดับ 70,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาต้นทุนเฉลี่ยบนเครือข่ายของบรรดาเทรดเดอร์ (Traders’ on-chain realized price) จะทำหน้าที่เป็นแนวรับบนเครือข่าย (On-chain support) ที่สำคัญในลำดับถัดไป โดยระดับราคานี้เคยเป็นแนวต้านที่สกัดการทะยานขึ้นของราคาเอาไว้ได้ในเดือนตุลาคมและมกราคม แต่สำหรับในครั้งนี้ ระดับดังกล่าวจะต้องทำหน้าที่เป็นฐานเพื่อรองรับราคาเอาไว้ไม่ให้ร่วงทะลุลงไป

ที่มา https://www.coindesk.com/markets/2026/05/21/bitcoin-s-rebound-has-a-buyer-problem-as-etf-coinbase-and-korea-demand-fade

ข่าวที่เกี่ยวข้อง