รีเซต

เผยโฉม 6 ผู้พิพากษาเห็นชอบยกเลิกภาษีทรัมป์ แม้แต่คนที่ทรัมป์แต่งตั้งก็เห็นด้วย

เผยโฉม 6 ผู้พิพากษาเห็นชอบยกเลิกภาษีทรัมป์ แม้แต่คนที่ทรัมป์แต่งตั้งก็เห็นด้วย
TNN ช่อง16
21 กุมภาพันธ์ 2569 ( 11:28 )
11

เผยโฉมหน้า “ผู้พิพากษา” ศาลฎีกาสหรัฐฯ ลงดาบมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกจนสร้างความแปรปรวนให้กับระบบเศรษฐกิจโลก จนผู้นำจากนานาประเทศต้องเดินสายมุ่งหน้าสู่ทำเนียบขาวเพื่อเจรจาลดภาษีกับทรัมป์ 

ผู้พิพากษาเหล่านี้เป็นใครและได้กล่าวอะไรระหว่างตัดสินคดีภาษีทรัมป์บ้าง เรารวบรวมมาแล้ว…

-เจาะรายชื่อผู้พิพากษาทั้ง 9 คน แต่เห็นชอบ 6 ต่อ 3

ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ตัดสินในคดีมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีทั้งหมด 9 คน แต่มติออกมาเห็นชอบคว่ำมาตรการภาษี 6 ต่อ 3  โดยให้เหตุผลว่านี่คือการใช้อำนาจของประธานาธิบดีที่เกินขอบเขตพร้อมทั้งชี้ว่า “ผิดกฎหมาย” แม้ว่ารัฐบาลของทรัมป์จะยกกฎหมายจากปี 1977 ที่มีชื่อว่า International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “กำกับดูแล” การค้าเพื่อตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน แต่จากคำตัดสินของศาลระบุว่าคำกล่าวอ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเหตุผลที่ไม่เพียงพอที่จะบังคับใช้มาตรการภาษีดังกล่าวกับคู่ค้าทั่วโลก 

การตัดสินครั้งนี้มี “จอห์น โรเบิร์ตส” ประธานศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ถูกเสนอชื่อโดยรีพับลิกัน พร้อมด้วยผู้พิพากษาอีก 5 คน ประกอบด้วยผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากรีพับลิกันอีก 2 คน คือ “นีล กอร์ซูช”, “เอมี่ โคนีย์ บาร์เร็ตต์” ส่วน 3 คนที่เหลือเป็นผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากเดโมแครต คือ “โซเนีย โซโตเมเยอร์”, “เอเลน่า คาแกน” และ “เคทันจิ บราวน์ แจ็คสัน” 

โดยผู้พิพากษาทั้ง 6 คนนี้เห็นพ้องกันว่า อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการจัดเก็บภาษีและกำหนดภาษีศุลกากรเป็นของ “สภาคองเกรส”  ไม่ใช่ของประธานาธิบดี และกฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้างเช่นนั้นแก่ฝ่ายบริหาร

ในขณะที่ผู้พิพากษา 3 คน ฝั่งที่ลงมติ “ไม่เห็นด้วย” ที่จะยกเลิกมาตรการภาษีของทรัมป์ คือผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรครีพับลิกัน ประกอบด้วย “คลาเรนซ์ โทมัส”, “ซามูเอล อลิโต” และ “เบรตต์ คาวาโนห์” 

-ผู้พิพากษาแต่ละคนพูดอะไรบ้าง ?

เริ่มที่ จอห์น โรเบิร์ตส (รีพับลิกัน)  ในฐานะประธานศาล เขาได้วินิจฉัยคำตัดสินโดยอิงจากเสียงข้างมาก พร้อมเน้นย้ำว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจำเป็นต้องมีการมอบอำนาจจากสภาคองเกรสอย่างชัดเจน สำหรับการกำหนดมาตรการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่างในกรณีของมาตรการภาษีทรัมป์ที่บังคับใช้กับทั่วโลก 

ในขณะที่ ผู้พิพากษาคนต่อมาคือ “นีล กอร์ซูช” (รีพับลิกัน) เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาในการตีความเกี่ยวกับอำนาจของสภาคองเกรส พร้อมทั้งกล่าวเสริมด้วยการนำหลัก “major questions doctrine” มาใช้ ซึ่งก็คือหลักกฎหมายปกครองของสหรัฐฯ ที่ศาลฎีกาใช้เพื่อจำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร โดยหลักกฎหมายนี้ได้ระบุว่า หากหน่วยงานรัฐต้องการใช้อำนาจออกกฎระเบียบที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือการเมืองอย่างสูง ต้องได้รับการมอบอำนาจที่ชัดเจนจากรัฐสภาเท่านั้น ไม่สามารถอ้างอำนาจกว้างๆ ตามกฎหมายเก่าได้ 

ส่วนทางฝั่ง เอมี่ โคนีย์ บาร์เร็ตต์ (รีพับลิกัน) ที่จริงแล้วเธอเป็นผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมในสหรัฐฯ แต่เธอร่วมลงมติกับเสียงข้างมากที่จะคว่ำมาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเธอได้คัดค้านการอ้างใช้อำนาจจากฝ่ายบริหารในการกำหนดนโยบายใหญ่เช่นนี้ 

ต่อมาที่ โซเนีย โซโตเมเยอร์ (เดโมแครต) เธอเป็นผู้พิพากษาจากสายเสรีนิยมที่ร่วมลงมติว่ากฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ที่รัฐบาลทรัมป์นำมาอ้างเพื่อดำเนินนโยบายภาษี ไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับทางฝั่ง เอเลน่า คาแกน (เดโมแครต) ที่ลงมติร่วมกับเสียงข้างมาก โดยเน้นย้ำถึงข้อจำกัดด้านการตีความตัวบทกฎหมาย  และ เคทันจิ บราวน์ แจ็คสัน (เดโมแครต) เธอเป็นส่วนหนึ่งของเสียงข้างมากที่ปฏิเสธการอ้างอำนาจฝ่ายบริหารจัดเก็บภาษีดังกล่าว

ส่วนฝั่งที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการคว่ำมาตรการภาษีเห็นว่าควรรับรองอำนาจของประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายดังกล่าว โดยเริ่มที่ คลาเรนซ์ โทมัส (รีพับลิกัน) กล่าวว่าไม่มีทั้งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือข้อความในกฎหมายใดที่เพียงพอจะทำให้การกระทำของประธานาธิบดีนั้นเป็นโมฆะ

ส่วน ซามูเอล อลิโต (รีพับลิกัน) ร่วมออกความเห็นแย้ง โดยปฏิเสธการตีความข้อจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารที่ผู้พิพากษาเสียงข้างมากวินิจฉัย ในขณะที่ เบรตต์ คาวาโนห์ (รีพับลิกัน) ผู้พิพากษาคนที่สามในฝ่ายเสียงข้างน้อย เห็นว่าการตีความการใช้กฎหมาย IEEPA ของประธานาธิบดีควรได้รับการรับรอง ซึ่งในระหว่างการแย้งคำวินิจฉัยจากฝ่ายเสียงข้างมาก ผู้พิพากษาอนุรักษนิยมทั้ง 3 คนนี้ยังได้โต้แย้งว่า บรรทัดฐานคำพิพากษาในอดีตและดุลยพินิจที่กว้างขวางของฝ่ายบริหารในประเด็นการค้า สามารถสนับสนุนอำนาจของประธานาธิบดีในกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม การแบ่งขั้วผู้พิพากษาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่เกิดขึ้นได้ยากระหว่างผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยมและสายเสรีนิยม ที่เห็นตรงกันในกลุ่มเสียงข้างมากเพื่อต่อต้านการอ้างอำนาจด้านภาษีของฝ่ายบริหาร และตอกย้ำว่าการตีความกฎหมายของรัฐบาลกลางและอำนาจตามรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางอุดมการณ์ฝั่งซ้ายและขวา แบบดั้งเดิมไปแล้ว 

คำตัดสิน 6 ต่อ 3 ของศาลฎีกาสหรัฐฯ  ยังเป็นการยืนยันว่า นโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่างการเก็บภาษีศุลกากรกับคู่ค้าทั่วโลก จำเป็นต้องมีอำนาจที่ชัดเจนจากสภาคองเกรส ไม่ใช่อาศัยเพียงกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น นอกจากนี้ คำวินิจฉัยยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้พิพากษานำหลัก “major questions doctrine” มาใช้มากขึ้น ซึ่งจะถือว่าศาลไม่ควรสันนิษฐานให้อำนาจหากไม่มีการมอบหมายจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างชัดแจ้ง

ซึ่งผลของคำตัดสินนี้อาจนำไปสู่การคืนเงินภาษีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ได้จัดเก็บไปแล้ว และอาจส่งผลต่อแนวทางที่ประธานาธิบดีในอนาคตจะดำเนินนโยบายการค้า หากไม่มีการสนับสนุนจากสภาคองเกรส แม้ว่าทรัมป์จะออกมากล่าวว่าการคืนเงินในส่วนของภาษีที่ได้มีการเก็บไปแล้วทำได้ยากก็ตาม 

-ทรัมป์ไม่พอใจ วิจารณ์ 6 ผู้พิพากษาเป็น “คนโง่”

ภายหลังการตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ทรัมป์อ้างว่าผู้พิพากษาทั้ง 6 คนได้รับอิทธิพลจาก “ผลประโยชน์ต่างชาติ” ในการตัดสินคดีนี้ แม้เขาจะไม่ได้ให้รายละเอียดหรือหลักฐานใด ๆ สนับสนุนคำกล่าวอ้างของเขา 

เมื่อทรัมป์ถูกผู้สื่อข่าวถามว่าเขารู้สึกเสียใจหรือไม่ที่เสนอชื่อ นีล กอร์ซูช และ  เอมี่ โคนีย์ บาร์เร็ตต์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา ทรัมป์ไม่ได้กล่าวตอบตรงๆ แต่เขากล่าวเพียงว่าเป็นความผิดพลาด พร้อมทั้งบอกว่าการลงมติของทั้งสองเป็น “เรื่องน่าอับอาย” พร้อมทั้งกล่าวโจมตี พาดพิงถึงครอบครัวของผู้พิพากษาทั้ง 2 คน 

แต่ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวชื่นชมผู้พิพากษา 3 คนที่ลงมติสนับสนุนการคงอำนาจด้านภาษีของเขา โดยเฉพาะ คลาเรนซ์ โทมัส ที่ทรัมป์ให้ความสนใจเป็นพิเศษเพราะผู้พิพากษาคนนี้ก็เป็นผู้ได้รับการเสนอนั่งตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ในช่วงรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกด้วย โดยเขาได้กล่าวขอบคุณผู้พิพากษา คลาเรนซ์ โทมัส และ ซามูเอล อลิโต สำหรับความเข้มแข็ง ปัญญา และความรักต่อประเทศของพวกเขา

ทั้งนี้ BBC รายงานว่า อลัน ดับเบิลยูเอ็ม วูล์ฟ อดีตรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก กล่าวว่าศาลตระหนักดีว่าการตัดสินครั้งนี้มีความสำคัญต่อประธานาธิบดีเพียงใด ในขณะที่ โคลิน กราบาว ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าจากสถาบันคาโต ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยแนวเสรีนิยมในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า คำตัดสินนี้ถือเป็น “ชัยชนะของหลักนิติธรรม” และเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทรัมป์ออกมาพูดโจมตีผู้พิพากษาเหล่านี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง