รีเซต

วิเคราะห์ท่าจับมือ "สีจิ้นผิง-ทรัมป์" จุดวัดพลังผู้นำโลก

วิเคราะห์ท่าจับมือ "สีจิ้นผิง-ทรัมป์" จุดวัดพลังผู้นำโลก
TNN ช่อง16
15 พฤษภาคม 2569 ( 14:13 )
13

การจับมือกันของสองผู้นำชาติมหาอำนาจของโลก อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่มีคนทั่วโลกจับตามอง ไม่ใช่แค่การจับมือกันเพื่อการทักทาย แต่มันคือการแข่งขันวัดพลังกันของแต่ละฝ่ายว่าใครเป็นฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่า ซึ่งสะท้อนผ่านออกมาทางภาษาร่างกาย สีหน้า และท่าจับมือ ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที

นักวิเคราะห์ภาษากาย และนักจิตวิทยาชั้นนำทั่วโลก ต่างวิเคราะห์การจับมือกันระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิง ที่ด้านหน้ามหาศาลาประชาชน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวานนี้ เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่วินาที และฝ่ายไหนเป็นผู้ได้เปรียบในการจับมือครั้งนี้

หากย้อนกลับไปดูภาพการจับมือของทรัมป์กับสีจิ้นผิง เราจะเห็นว่า สีจิ้นผิงยืนรอให้ทรัมป์เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา เมื่อทรัมป์เดินเข้ามาใกล้ สีได้ยกมือขวาขึ้นมาที่ระดับหน้าอก รอให้ทรัมป์เข้ามาจับมือก่อนที่ทรัมป์จะเดินมาถึง ซึ่งทรัมป์ได้ยื่นมือออกมาในระดับที่สูงกว่าเอวเล็กน้อย สีจึงลดมือลงมาจับมือของทรัมป์ 

ผู้นำทั้งสองคนจับมือกันแน่น และเขย่ามือกันหลายครั้ง แล้วได้พูดทักทายกัน ในระหว่างนี้ ทรัมป์ได้เอามืออีกข้างขึ้นมาแตะที่มือของสีจิ้นผิงเบา ๆ สองครั้ง ผู้นำทั้งสองคนจับมือกันเป็นเวลานาน 14 วินาที ก่อนจะปล่อยมือออกจากกัน 

เทรซี บราวน์ นักวิเคราะห์ด้านภาษากายและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา แสดงความคิดเห็นว่า การจับมือกันครั้งนี้ ทรัมป์มีท่าทีที่แตกต่างออกไปจากการจับมือกับผู้นำคนอื่น ๆ อย่างชัดเจน ซึ่งปกติแล้ว ทรัมป์จะดึงอีกฝ่ายเข้าหาตัวเองเล็กน้อยในระหว่างการจับมือ เพื่อแสดงว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่า แต่ทรัมป์ไม่ได้ทำแบบนี้กับสีจิ้นผิง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ไม่ได้มองสีจิ้นผิง ว่าเป็นฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่า แต่มองว่าเขาและสีจิ้นผิงอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกัน

เดนีส เอ็ม ดัดลีย์ นักจิตวิทยาอีกคนหนึ่งมองว่าในการจับมือครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าสีจิ้นผิงเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ และแสดงอำนาจเหนือทรัมป์ โดยเธออธิบายว่า ทันทีที่ผู้นำทั้งสองคนจับมือกัน สีจิ้นผิงเป็นฝ่ายบิดข้อมือเล็กน้อย เพื่อให้มือของตัวเองอยู่ด้านบน และมือของทรัมป์อยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นการแสดงว่าตัวเองเป็นฝ่ายมีอำนาจเหนือกว่า 

ทรัมป์ดูจะตกใจไม่น้อยกับท่าจับมือของสีจิ้นผิง และพยายามแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเอามืออีกข้างขึ้นมาแตะมือของสีจิ้นผิงเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เขย่ามือกัน ซึ่งในช่วงเขย่ามือนี่แหละ ที่เป็นช่วงวัดพลังกันระหว่างผู้นำทั้งสองคน ซึ่งจับมือกันค่อนข้างแน่น และพยายามควบคุมการเขย่ามือ ในจังหวะนี้ เราจะเห็นว่าสีจิ้นผิงพยายามดึงมือของทรัมป์เข้าหาตัวเอง แต่ทรัมป์ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์รักษาตำแหน่งของมือไว้ที่ตรงกลางได้ ก่อนที่ผู้นำทั้งสองคนจะปล่อยมือออกจากกัน โดยดูเหมือนว่าสีจิ้นผิงเป็นฝ่ายที่เริ่มปล่อยมือก่อน

การที่ทรัมป์เอามืออีกข้างขึ้นมาแตะมือของสีจิ้นผิงในระหว่างการจับมือ อาจตีความหมายได้สองอย่าง อย่างแรกคือเป็นการแสดงออกว่า เขาและสีจิ้นผิง เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ซึ่งการแตะมือเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและความใกล้ชิด แต่อีกด้านหนึ่ง เทรซี บราวน์ มองว่าเป็นท่าทางที่ดูไม่เป็นมืออาชีพสำหรับการจับมือของผู้นำประเทศ และอาจเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย เพราะเป็นการแสดงท่าทีที่สนิทสนมเกินไป ซึ่งเป็นท่าทางที่ทรัมป์นำมาใช้แก้ไขสถานการณ์ในระหว่างการจับมือที่เขาเริ่มรู้สึกว่า กำลังถูกสีจิ้นผิงควบคุมสถานการณ์

สิ่งที่เราพอจะสรุปได้จากการจับมือกันระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิง ก็คือทรัมป์มีท่าทีที่แตกต่างอย่างชัดเจน เมื่ออยู่ต่อหน้าสีจิ้นผิง หากเทียบกับเวลาอยู่ต่อหน้าผู้นำประเทศอื่นที่ทรัมป์มักเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ และแสดงท่าทีที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่ทรัมป์มีท่าทีที่แสดงความเคารพต่อสีจิ้นผิงมากกว่า และยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายมีอำนาจเท่าเทียมกัน ซึ่งตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่สหรัฐฯ มีต่อประเทศจีนด้วย ว่าขณะนี้จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจที่เท่าเทียมกับสหรัฐฯ แล้ว ที่สหรัฐฯ ไม่อาจข่มเหงได้เหมือนกับประเทศอื่น ๆ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง