เงินลงทุนโยกจากหุ้น AI เข้าหุ้นวัฏจักร-ปันผล- เอเชียเกิดใหม่

#ทันหุ้น - ทำไมเงินลงทุนกำลังค่อยๆ ไหลออกจากกลุ่ม Big เทค–AI ที่เคยเป็นพระเอกตลอดสามปีที่ผ่านมา ไปหาหุ้นวัฏจักร หุ้นป้องกันความเสี่ยง และหุ้นขนาดกลาง – เล็กมากขึ้น รวมถึงโอกาสใหม่ๆ ในตลาดเกิดใหม่เอเชีย
ตลอดช่วง 2566 – 2568 เราคุ้นเคยกับคำว่า Magnificent Seven และหุ้น AI ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้ดัชนีปรับขึ้นเร็วและแรง แต่ภาพในต้นปีนี้กลับเริ่มเปลี่ยนไป เพราะหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม เฮลธ์แคร์ รวมถึงหุ้นกลุ่ม small/mid-cap ในสหรัฐฯ เริ่มให้ผลตอบแทนแซงหน้ากลุ่มเทคโนโลยี ในขณะที่ดัชนีหุ้นเทค เริ่มพักฐานจากระดับมูลค่าที่ตึงตัว
แองเจโล คูร์คาฟา (Angelo Kourkafas) นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส จาก Edward Jones บอกว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ผู้นำตลาดจะกว้างขึ้น เพราะเงื่อนไขหลายอย่างเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเรื่องมูลค่าหุ้นเทคที่อยู่ระดับแพง เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ ทำให้นักลงทุนเริ่มมองหาหุ้นที่มีมูลค่าอยู่ในระดับที่น่าลงทุน
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญที่เงินลงทุนไหลออกจากหุ้นเทค มาจากสองด้าน
- หนึ่ง คือ เรื่องมูลค่า หรือ valuation ของหุ้นเทค ที่เทรดกันในระดับ P/E ล่วงหน้าเกิน 20 เท่าขึ้นไป ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดกลาง–เล็กในสหรัฐเทรดกันราว 16–17 เท่า ช่องว่างที่กว้างที่สุดในรอบกว่า 20 ปี ทำให้นักลงทุนสถาบันเริ่มย้ายเงินจากหุ้นเทคขนาดใหญ่ ไปหาหุ้นวัฏจักรและ small/mid-cap ที่ราคายังไม่สะท้อนการฟื้นตัวเต็มที่
- สอง คือ ภาพเศรษฐกิจและดอกเบี้ยที่กำลังเปลี่ยน ซึ่ง Fed ถูกคาดหวังว่าจะเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ชะลอแรง ทำให้ธีม Soft landing กลายเป็นสมมติฐานหลัก เงินจึงไหลจากหุ้นเติบโตระยะยาว ไปหาหุ้นที่ sensitive ต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรม วัสดุ พลังงาน รวมถึงหุ้นขนาดเล็กที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง
อย่างไรก็ตามถึงแม้ธีมการลงทุน AI ยังไม่จบ แต่คำถามที่ตลาดเริ่มถามในปีนี้ คือ “เงินลงทุนใน AI คุ้มค่าหรือยัง” เพราะบริษัทเทคขนาดใหญ่หลายแห่งได้ทุ่มค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน หรือ capex ด้าน data center ชิปประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์รวมกันในระดับมหาศาล แต่การเติบโตของกำไรเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงแรกของ AI
อีกจุดหนึ่งคือค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน หรือ capex ของกลุ่ม hyperscaler รายใหญ่ 4 ราย คือ Microsoft, Amazon, Alphabet และ Meta ตั้งแต่ปี 2016 จนถึงประมาณการปีนี้ เห็นชัดเลยว่าตั้งแต่ยุคคลาวด์เริ่มบูม ตัวเลขก็ไต่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่จุดที่น่าสนใจคือช่วงหลังโควิด โดยเฉพาะปี 2024 – 2026 มูลค่ารวมของ capex ปีนี้ 4 บริษัทรวมกัน 610 พันล้านดอลล่าร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นต้นทุน ที่ยังต้องพิสูจน์ต่อไปว่า จะสร้างรายได้และกำไรกลับมาได้คุ้มค่าแค่ไหน
ด้วยตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนที่สูงมหาศาลระดับนี้ นักลงทุนจึงทยอยลดน้ำหนักจากหุ้นเทคที่ valuation ตึง และยังตอบคำถามเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณว่า “ผู้นำตลาดเริ่มกระจายตัว” ดัชนี S&P 500 ในช่วงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้ พูดง่าย ๆ แรงส่งตลาดไม่ได้มาจากหุ้นเทคเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม เฮลธ์แคร์ และหุ้นขนาดเล็กเข้ามาช่วยดันดัชนี ด้วยพื้นฐานกำไรที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นในปีนี้
สำหรับหุ้นกลุ่มแรกที่เริ่มโดดเด่นคือ หุ้นวัฏจักรที่มีคุณภาพ หรือ quality cyclicals ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม วัสดุ และพลังงาน โดยปัจจัยสำคัญมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การผลิตพลังงาน และการอัปเกรดโรงงาน กลับมาเป็นธีมหลักของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการลงทุนด้าน AI เองก็ต้องใช้ไฟฟ้า วัสดุ และเครื่องจักรจำนวนมาก ทำให้ดีมานด์ใน real economy เหล่านี้เริ่มกลับมาสดใส
โดยบริษัทอุตสาหกรรมขนาดกลางในสหรัฐฯ เช่น ผู้ผลิตเครื่องจักรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานและการป้องกันประเทศ กำลังเห็นคำสั่งซื้อที่หนาแน่นขึ้นต่อเนื่อง และมี backlog ที่เติบโตขึ้นข้ามปีนี้ไปแล้ว สะท้อนว่าความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้กลับมาดูดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน “หุ้นป้องกันความเสี่ยง” อย่างเฮลธ์แคร์และโครงสร้างสาธารณูปโภค ก็เริ่มกลับมาได้รับความสนใจในฐานะที่ให้ทั้งกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และยังมีโอกาสเติบโตจากโครงสร้างประชากรสูงวัย และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยนักลงทุนองว่ากลุ่มเฮลธ์แคร์ในตลาดพัฒนาแล้วกำลังกลายเป็นหุ้นเรียกว่า “defensive และ growth” ซึ่งเหมาะกับสภาวะที่ตลาดยังไม่แน่ใจว่าการลดดอกเบี้ยจะมาเมื่อไหร่และลดมากน้อยแค่ไหน
สำหรับฝั่ง small/mid-cap ล่าสุดดัชนีหุ้นขนาดเล็กในกลุ่ม value ทำผลตอบแทนช่วงต้นปีนี้ ได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม growth และได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากต้นทุนดอกเบี้ยที่เริ่มผ่อนคลาย รวมถึงการที่ valuation ยังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับเทคขนาดใหญ่
นอกจากกลุ่มหุ้นหุ้นวัฏจักร หุ้นป้องกันความเสี่ยง และหุ้นขนาดกลาง – เล็กที่กำลังมาแรงแล้ว “ตลาดเกิดใหม่เอเชีย” ในปี นี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยนักลงทุนมองว่าหุ้นตลาดเกิดใหม่โดยรวมกำลังเปลี่ยนจากเฟส “รีบาวด์หลังถูกขายหนัก” ไปสู่เฟส “rotation ผู้นำใหม่” โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญคือ ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง พื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ จะเห็นว่าหลังเกิดแรงเทขายหุ้นที่ถูกมองว่าเสี่ยงถูก AI แทรกแซง ถูกแย่งงาน ดัชนีฝั่งเอเชียวิ่งสวนขึ้นมาอย่างชัดเจน ขณะที่ S&P 500 ย่อลง โดย MSCI Asia Pacific ปรับขึ้นราว 4 – 5% ในช่วงสั้น ๆ แต่ S&P 500 กลับติดลบประมาณ 1 – 2% สะท้อนการย้ายเงินลงทุนจากหุ้นสหรัฐฯ มายังเอเชียอย่างมีนัยสำคัญ
โดยตลาดเกิดใหม่เอเชียdลังถูกมองว่าเป็น “ประตู” ไปสู่ธีมโครงสร้างสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็น AI ซัพพลายเชน ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไปจนถึงเฮลธ์แคร์และเทคโนโลยีผู้บริโภค หลายประเทศในเอเชียกำลังได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว เช่น เฮลธ์แคร์จีน การบริโภคที่ฟื้นตัวในอินเดีย และแผนพัฒนาตลาดทุนในสิงคโปร์ ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นและเกาหลีได้แรงหนุนจากนโยบายปฏิรูปโครงสร้างและการกลับมาของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้เอเชียกลายเป็นภูมิภาคที่ “ทั้งมีเสถียรภาพขึ้น และยังเติบโตได้” ในมุมมองของผู้จัดการกองทุนต่างชาติ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
