รีเซต

น้ำมันพุ่ง $100 "สหรัฐฯ–อิหร่าน" ถล่มเรือน้ำมัน!

น้ำมันพุ่ง $100 "สหรัฐฯ–อิหร่าน" ถล่มเรือน้ำมัน!
TNN ช่อง16
10 กันยายน 2569 ( 13:26 )

สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลุกลามเข้าสู่เส้นทางขนส่งพลังงานครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นเมื่อประมาณ 6 เดือนก่อน หลังทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ทำลายเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำในช่วงกลางคืน โดยเผยแพร่ภาพเรือเกิดเพลิงไหม้ก่อนจม พร้อมชี้ว่าเป็นการตอบโต้ หลังอิหร่านพยายามโจมตีเรือรบสหรัฐฯ ด้วยขีปนาวุธถึง 2 ครั้ง แต่ไม่มีทหารอเมริกันได้รับอันตราย

รัฐบาลวอชิงตันยังประกาศนโยบายว่า หากอิหร่านโจมตีหรือพยายามโจมตีเรือรบสหรัฐฯ สหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยการทำลายเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน โดยระบุว่า ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาได้โจมตีเรือไปแล้วรวม 10 ลำ

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านอ้างว่า ได้โจมตีเรือ 10 ลำ ประกอบด้วยเรือของสหรัฐฯ 2 ลำ และเรือบรรทุกน้ำมันอีก 8 ลำ พร้อมเตือนว่าจะยกระดับการตอบโต้ หากถูกโจมตีเพิ่มเติม รวมถึงเตรียมประกาศเขตห้ามเดินเรือที่กว้างขึ้น ไปจนถึงบริเวณใกล้เมืองท่าชาบาฮาร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน

หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ ยังได้รับรายงานว่า มีเรือพาณิชย์หลายลำถูกโจมตีในอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือและอ่าวโอมาน ทั้งสองฝั่งของช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงรายงานเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวได้รับความเสียหายภายในท่าเรือคอร์ฟักกานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ความรุนแรงที่กลับมาปะทุส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันทันที ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 101.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่า การขนส่งพลังงานผ่านฮอร์มุซอาจหยุดชะงักรุนแรงกว่าเดิม 

ข้อมูลจากริสตัด เอนเนอร์จี ระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านฮอร์มุซลดลงเหลือเพียงประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับ 8–9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนการสู้รบรอบใหม่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม

ผลกระทบทางธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันดิบ แต่จะส่งผ่านไปยังค่าระวางเรือ เบี้ยประกันภัยสงคราม ราคาดีเซล และต้นทุนโลจิสติกส์ รวมถึงสายการบิน ปิโตรเคมี และภาคการผลิต โดยราคาดีเซลขายปลีกเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ เหนือ 5.94 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

หากการโจมตียืดเยื้อ ผู้ประกอบการอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งหรือชะลอการเดินเรือ ซึ่งจะเพิ่มทั้งเวลาและต้นทุน พร้อมสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อระลอกใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในระดับสูง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง