ททท. ลุย “อีเวนต์” ระดับโลก ปั๊มรายได้ท่องเที่ยว

ช่วงปลายปีถือเป็น "ช่วงเวลาทอง" (High Season) ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าเต็มกำลังในการใช้กลไกภาครัฐอัดฉีดความเชื่อมั่นและกระตุ้นการเดินทาง เพื่อดันทั้งจำนวนและรายได้ในไตรมาสที่ 4 ให้พุ่งทะยานกลับเข้าใกล้เป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้
แม้มรสุมปัจจัยลบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์/สงคราม ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และความผันผวนของราคาพลังงาน จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางทั่วโลก แต่ท่องเที่ยวไทยยังคงแสดงความแข็งแกร่ง และเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ
โดยถ้าดูจากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.–5 ก.ย. 2569 จะพบว่า ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 21.28 ล้านคน ลดลงร้อยละ 3.12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ 1.04 ล้านล้านบาท โดยตลาดหลัก 5 อันดับแรก ยังได้แก่ ประเทศจีน มาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้
ดังนั้น เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ รัฐบาลเปิดรุกนโยบายเปลี่ยนผ่านการท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม เปลี่ยนผ่านการท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” หรือ Volume ไปสู่ “มูลค่า” หรือ Value
โดยมุ่งสร้างการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงขึ้นและมีจุดแข็งที่ประเทศคู่แข่งเลียนแบบได้ยาก นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเฉพาะตัวที่ประเทศคู่แข่งไม่สามารถคัดลอกหรือสร้างทดแทนได้ ควบคู่กับการยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและคนไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ระบุว่า กลยุทธ์การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสที่ 4 จะมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดทั้งใน และต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภัยธรรมชาติ และความผันผวนของค่าเงินบาท
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท. ได้ประเมินฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจ และวางเป้าหมายการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน
โดยตั้งเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวมไว้ที่ 2.7–2.8 ล้านล้านบาท ขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อนโดยแบ่งสัดส่วนรายได้เป็น ตลาดต่างประเทศ 1.6 ล้านล้านบาท และตลาดในประเทศ 1.1 ล้านล้านบาท ส่วนปี 2570 ตั้งเป้ารายได้แตะ 3 ล้านล้านบาท
สำหรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ททท.ประเมินกรณีฐานว่า จะอยู่ที่ประมาณ 32.6–32.7 ล้านคน แต่ต้องการผลักดันให้แตะ 33 ล้านคน หรือสูงกว่าปีก่อน
ขณะที่ปีหน้าตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน โดยจะอาศัยการขยายตลาดใหม่และโอกาสจากตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาด Health and Wellness
แม้สถานการณ์ตลาดโลกและตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่ ททท.จะไม่มองสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเพียง Worst Case และจะพยายามเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ผ่านการดึงตลาดใหม่และการใช้จุดแข็งของไทยด้าน Health and Wellness Hub เพื่อชดเชยผลกระทบจากตลาดเดิม
ส่วนเมื่อมาดูแผน กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างโครงการ "ไทยเที่ยวไทย พลัส" เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่า รัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักในรูปแบบกำหนดอัตราตายตัว ( Flat Rate) ในวงเงิน 1,500 บาทต่อคืนต่อสิทธิ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับเพิ่มมูลค่าคูปอง (Voucher) สำหรับใช้จ่ายในร้านอาหาร สปา หรือบริการท่องเที่ยวอื่นๆ จากเดิม 500 บาท เพิ่มเป็น 1,500 บาท สำหรับเมืองหลัก
และหากนักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายในพื้นที่ “เมืองรอง” มูลค่าคูปองจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 บาท เพื่อกระตุ้นและกระจายรายได้สู่ชุมชน คาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในสัปดาห์หน้า หรือช้าสุดไม่เกิน 22 ก.ย. 2569
โดยโครงการนี้เตรียมงบประมาณไว้ไม่เกิน 3,500 ล้านบาท กำหนดไว้ทั้งหมด 1 ล้านสิทธิ จำกัด 5 สิทธิต่อคน รัฐจะสนับสนุนสูงสุด 3,500 บาทต่อคน คำนวณจากค่าที่พัก 1,500 บาท รวมกับคูปองเมืองรอง 2,000 บาท)
ทั้งนี้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ภายใน 1 -25 ต.ค. 2569 และจะเริ่มให้ประชาชนใช้สิทธิ และเดินทางท่องเที่ยวได้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. เป็นต้นไป โดยนักท่องเที่ยว 1 คน จะได้รับสิทธิทั้งหมด 5 สิทธิ
สำหรับระยะเวลาโครงการจะครอบคลุม 3-4 เดือน แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ จะงดเว้นการให้ใช้สิทธิในช่วงเทศกาลปีใหม่ (ราววันที่ 15 ธ.ค. – 15 ม.ค.) เนื่องจากผลการศึกษาตัวเลขระบุชัดเจนว่า การอัดฉีดในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีผลต่อการกระตุ้นยอดนักท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตามคาดการณ์โครงการนี้ จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 58,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่กลับคืนมาสูงถึง 2.5 เท่า ของเงินงบประมาณที่อัดฉีดลงไป
ส่วนโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นโรงแรมที่มีใบอนุญาตเท่านั้น หรือหากไม่มีใบอนุญาตโรงแรม ก็จะต้องมีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้นอกเหนือจากมาตรการทางการเงินแล้วในช่วง 4 เดือนสุดท้ายททท.จะเน้นการ “รีบาลานซ์ตลาด” โดยให้ความสำคัญกับตลาดใหม่ ตลาดระยะใกล้ และตลาดในประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนกิจกรรมการท่องเที่ยวให้เป็น “Experience” ที่สร้างความประทับใจและความทรงจำ มากกว่าการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการเดินทางเพียงอย่างเดียว
มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมที่กระตุ้นความน่าตื่นเต้น สร้างความทรงจำ และประสบการณ์ใหม่ ๆ แก่นักท่องเที่ยว และมีการร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กระทรวงคมนาคม สำหรับการท่องเที่ยวทาง เพื่อดึงดูดกลุ่มท่องเที่ยวเฉพาะทาง
ซึ่งสำหรับช่วงเดือนที่เหลือคือ กันยายน ถึง ธันวาคม มีรายละเอียดกิจกรรมดังนี้
เดือนกันยายน
- โครงการ โสดแล้วไง ไปด้วยกัน ซึ่งเป็นแคมเปญกระตุ้นการเดินทางที่ต่อยอดจากเส้นทางคนโสด เอาใจกลุ่ม Solo Traveler เน้นกิจกรรม Healing และการเดินทางคนเดียวอย่างมีความสุข
- แคมเปญ Unseen Looks Experience การคัดสรรแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติตามฤดูกาล อาหาร และภูมิปัญญาท้องถิ่นใหม่ๆ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ
- กระตุ้นท่องเที่ยวภาคใต้ ชูความโดดเด่นของ จ.กระบี่ สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่สวยที่สุด เน้นกลุ่ม Location & Wellness
- แคมเปญ Thai Treasure by Amazing Thailand กิจกรรมนำเสนอสมบัติทางวัฒนธรรม แฟชั่น และอัตลักษณ์ไทย และแคมเปญและกิจกรรมตลาดต่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมการขายในตลาดศักยภาพ
- Tourism Expo Japan (24-27 ก.ย.) นำผู้ประกอบการไทยร่วมเปิดตลาดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น
- World Travel Market (WTM) / Gellert Tour เน้นตลาดกลุ่ม Ultra-Luxury ความต้องการสูง (มีผู้ส่งเสริมการขายกว่า 400 คนทั่วโลกเข้าร่วมงานดันไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับลักชัวรี)
- Roadshow & Trade Fairs: จัดกิจกรรมโรดโชว์ในออสเตรเลีย รัสเซีย และร่วมงานเทรดแฟร์ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย
รวมถึงการเจาะตลาดจีนและอาเซียน เช่น Influencer Meet @ Udon Thani จะมีการดึงอินฟลูเอนเซอร์ยอดนิยมลงพื้นที่อุดรธานี เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภาคอีสานผ่านเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศ
การเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางใหม่ เช่น Riyadh Air เปิดเส้นทางบินปฐมฤกษ์เชื่อม กรุงเทพฯ ริยาด (ซาอุดีอาระเบีย) โดยเริ่มจาก 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในเดือนกันยายน และขยายเป็น 7 เที่ยวบินในเดือนตุลาคม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นต้น
ส่วนในเดือนตุลาคม มีแคมเปญในประเทศ ทั้งการเปิดตัวแคมเปญ เติมเมืองไทยให้ใจได้ฮีล และมาสคอตน้องสุขใจ-น้องยิ้ม เพื่อส่งเสริมเสน่ห์ไทย 5 ด้าน (Must Taste, Must Try, Must Buy, Must Seek, Must See)
รวมถึง โปรโมชันรถทัวร์ แคมเปญ Check in เมืองไทยไปกับบัส / ทำ Joint Promotion ร่วมกับบริษัทรถทัวร์จัดแพ็กเกจท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน
นอกจากนี้ จะมีกิจกรรมไฮไลต์ อาทิ งาน The Night by Amazing Thailand: กิจกรรมสร้างบรรยากาศ Night Economy ในธีมดนตรี Contemporary ผสมผสานสุนทราภรณ์ พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ จัดขึ้นวันที่ 16-27 ตุลาคม ณ สวนลุมพินประเพณีไหลเรือไฟ จ.นครพนม ยกระดับเป็น Signature Event ดึงดูดนักท่องเที่ยวและ อินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติ
การซ้อมใหญ่ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จัดขึ้นวันที่ 21 และ 28 ตุลาคม โดยเชิญคณะทูตานุทูตและนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมรับชม
รวมทั้ง งานประชุมระดับสากล ได้แก่ งานประชุม IMF World Bank วันที่ 12-18 ต.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เดือนพฤศจิกายน มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น Thaitogether / Thai Plus: เตรียมเปิดระบบลงทะเบียนร้านค้าและรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน คาดใช้เวลาดำเนินโครงการ 23 เดือน
โครงการ 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย ซึ่งเป็นโครงการที่กลับมาอีกครั้ง โดยขยายความครอบคลุมไปยังบริการประเภทอื่นๆ เช่น
Music Market ใช้ดนตรีและกีฬา (Music & Sport Tourism) กระตุ้นการเดินทางในภูมิภาค
ส่วนตลาดจีน เตรียมจัด แคมเปญ Nihao Month / Chinese Passport Privilege มอบเอกสิทธิ์พิเศษแก่นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางช่วง ก.ย.-ธ.ค.นี้
กิจกรรมและประเพณีสำคัญ เช่น เนรมิตอัมพวา/ งานพืชสวนโลก (Udon Expo 2026) ผลักดันการเพิ่มเที่ยวบินพาณิชย์และไฟล์ตเช่าเหมาลำลงสนามบินอุดรธานี / งาน วิจิตรเจ้าพระยา & วิจิตรทรานส์ (13 พ.ย. - 13 ธ.ค.)
กิจกรรมแสดงแสงสีริมแม่น้ำเจ้าพระยา (คาดผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน) พร้อมขยายงาน วิจิตรเมืองรอง ไปยัง ลำพูน ร้อยเอ็ด และตรัง เพื่อดันนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10
งานประเพณีลอยกระทง จัดงานมหาลอยกระทงใหญ่ ณ จ.พระนครศรีอยุธยา ชูธีม UNESCO พร้อมจัดงานในพื้นที่อื่นๆ เช่น สุโขทัย เชียงใหม่ (ยี่เป็ง) และกรุงเทพฯ
Amazing Thailand Marathon Bangkok (28-29 พ.ย.) งานวิ่งมาราธอนใหญ่ต้อนรับนักวิ่งกว่า 63,000 คน แบ่งจัด 2 วัน (Half Marathon วันเสาร์ / Full Marathon & Fun Run วันอาทิตย์)
Annual Global Wellness Summit งานประชุมระดับโลกด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยว ณ จ.ภูเก็ต
ส่วนเดือนสุดท้าย คือ ธันวาคม ททท.เตรียมจัดแคมเปญต่อเนื่อง เติมเมืองไทยให้ใจได้ฮีล สานต่อการเดินทางช่วงเทศกาลปลายปี และยังมีงานเทศกาลดนตรีและอีเวนต์ระดับโลก
ทั้ง Wonderfruit Festival (3-7 ธ.ค.) / Tomorrowland Thailand: (11-13 ธ.ค.) / Spartan Super World Championship ณ จ.เชียงราย / UFO Open Your Mind กิจกรรม Night Event เอาใจกลุ่มความสนใจพิเศษ (Special Interest)
นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดงานประเพณีแห่ดาว จ.สกลนคร ยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่ International Event และ Amazing Thailand Food Festival เดินหน้าโปรโมตอาหารไทยทั้งในและต่างประเทศ (เช่น สเปน สวิตเซอร์แลนด์ มาเลเซีย)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
