“เอกนิติ” ชูภารกิจ “ซ่อม-สร้าง” เศรษฐกิจไทย แก้หนี้-เติมทุน SMEs-ดันลงทุนแห่งอนาคต

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน TNN Future Forum 2026: THAILAND BEYOND TOMORROW “มองอนาคตเพื่อกำหนดทิศทางไทย” เนื่องในโอกาส TNN ช่อง 16 ครบรอบ 18 ปี ก้าวสู่ปีที่ 19
โดยชวนมองประเทศไทยตั้งแต่โจทย์และความท้าทายที่กำลังเผชิญ การดูแลและประคับประคองประชาชนในวันนี้ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ เพื่อให้ไทยพร้อมรับมือและคว้าโอกาสจากเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับ 4 กระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่ โลกที่กำลังแตกขั้วและเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งรุนแรง กระแส AI ที่เข้ามามีบทบาทอย่างรวดเร็ว ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกนำมาใช้เป็นกติกาทางการค้า และการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสูงอายุที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าไปสู่
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงจากภายนอก ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาภายในที่สะสมมาอย่างยาวนาน และเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง การออมที่อยู่ในระดับต่ำ ตลอดจน SMEs ที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน
“ซ่อม” ประคองคนตัวเล็ก ลดแรงกระแทกเศรษฐกิจ
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า “เราต้องลุกขึ้นมาซ่อมและช่วยกันสร้าง” โดยการ “ซ่อม” คือการประคองคนตัวเล็กให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับประชาชนและผู้ประกอบการ
ตัวอย่างการ “ซ่อม” คือการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและประธานสมาคมธนาคารไทย จัดตั้งโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ซึ่งปัจจุบันมี NPL ที่ไม่เกิน 100,000 บาท มากกว่า 1 ล้านบัญชี โดยใช้กลไก AMC เข้ามาบริหารจัดการหนี้ และมาตรการดังกล่าวช่วยประชาชนไปแล้วเกือบ 1 ล้านราย
ขณะเดียวกัน ยังมีการช่วยลดแรงกระแทกจากค่าครองชีพที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่มุ่งช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก พร้อมนำ AI “นกกระซิบ” เข้ามาช่วยวิเคราะห์ยอดขายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และนำข้อมูลการค้าประมาณ 3 เดือนมาใช้ประกอบการพิจารณา “สินเชื่อนกกระซิบ” เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
สำหรับ SMEs มีโครงการ “SME Credit Boost” ที่ใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อเพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนประมาณ 60,000 ล้านบาท รวมถึงการคืนภาษีค้างจ่ายให้ SMEs อีกประมาณ 60,000 ล้านบาท และโครงการ SME Supply Chain Financing หรือ “พี่ช่วยน้อง” ที่เปิดทางให้ผู้ประกอบการนำใบสั่งซื้อหรือ Invoice มาใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้
รวมถึงการสนับสนุนด้านการออม ผ่านการเปิดขายสินเชื่อ “ออมพลัส” อายุ 3 ปี และ 10 ปี โดยรุ่น 10 ปีให้อัตราดอกเบี้ย 2.8% และใช้หลัก Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการออมเงินจำนวนไม่มาก เช่น 500–1,000 บาท ได้รับการจัดสรรก่อนรายใหญ่ สนับสนุนให้คนตัวเล็กมีเงินออมได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ TISA บัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการออมระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ และกระตุ้นตลาดทุนไทย
“ซ่อม” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “สร้าง” โอกาสใหม่
นายเอกนิติ กล่าวว่า หากมุ่งแต่ “ซ่อม” เศรษฐกิจไทยอาจกลายเป็น K-Shape คือคนบางกลุ่มไปต่อได้ แต่คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในขาลง และอาจรุนแรงถึงขั้น A-Shape ที่ทุกภาคส่วนแย่ลง จึงต้อง “สร้าง” โอกาสใหม่ เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปสู่ V-Shape ให้คนส่วนใหญ่กลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้น
“สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่มาพูด แต่ต้องทำและแก้ตั้งแต่วันนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือซ่อม ต้องเร่งซ่อม แต่ซ่อมอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างด้วย มัวแต่ซ่อม เราก็จะกลับมาวงจรอุบาทว์เดิม จึงต้องทั้งซ่อมวันนี้ แล้วก็สร้างโอกาสในอนาคต ต้องตัดวงจรนี้ให้ได้”
สำหรับการ “สร้าง” ดร.เอกนิติ ให้ความเห็นว่า ภาครัฐต้องเร่งดึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งด้านพลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล และเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง โดยบริษัทระดับโลกอันดับ 1 และ 2 ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตใน จ.สระบุรีแล้ว และเกิดการจ้างงานกว่า 3 หมื่นคน ขณะที่ BOI กำหนดเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการทำ R&D ร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย
ขณะเดียวกัน รัฐเตรียมผลักดันโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน โดยอุดหนุน 5 หมื่นบาทต่อหลังคาเรือน ตั้งเป้าหมาย 5 แสนถึง 1 ล้านครัวเรือน ผ่านความร่วมมือกับธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และการไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนประชาชนจากผู้ใช้ไฟฟ้าเป็น “Prosumer” หรือผู้ที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ขายไฟฟ้า สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบและสร้างรายได้ในระยะยาว ตลอดอายุการใช้งานของแผงโซลาร์ราว 25–30 ปี
ด้านภาคเกษตร จะส่งเสริมพลังงานชีวภาพผ่านไบโอดีเซล D20 จากน้ำมันปาล์ม และ E20 จากเอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง เพื่อให้รายได้ส่วนหนึ่งจากการใช้เชื้อเพลิงกลับไปถึงเกษตรกรไทย
นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันอุตสาหกรรม Wellness และสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก พร้อมดึงบริษัทผลิตยาระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มการลงทุนและการจ้างงาน
ส่วน BOI จะปรับยุทธศาสตร์จากการวัดผลเพียงมูลค่าเงินลงทุน มาให้ความสำคัญกับ “Value Creation” หรือคุณค่าที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลุกขึ้นมา “ซ่อม” ปัญหาในอดีต เพื่อประคองคนในวันนี้ ควบคู่ไปกับการ “สร้าง” และคว้าโอกาสจากโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน เพื่อพาคนไทยเข้าสู่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ “Thailand Beyond Tomorrow” อย่างแท้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
