รีเซต

"หุ้นไทย" 8 เดือนแรกพุ่ง 26.6% ต่างชาติเก็บ 51,183 ลบ. แต่ IPO ยังซึม

"หุ้นไทย" 8 เดือนแรกพุ่ง 26.6% ต่างชาติเก็บ 51,183 ลบ. แต่ IPO ยังซึม
TNN ช่อง16
8 กันยายน 2569 ( 14:04 )

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า แม้ตลาดหุ้นไทยในเดือนสิงหาคมจะพักฐานและเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ แต่ปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังมีสัญญาณสนับสนุน โดยด้านเศรษฐกิจ แม้ GDP ไตรมาส 2/69 ขยายตัวชะลอลง แต่มีการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ทั้งปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capex) ของบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าแรงส่งจากการลงทุนมีความชัดเจนมากขึ้น

ส่วนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง โดยกำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 22.2% จากปีก่อน โดยการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ SET Index มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีในระดับที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับหลายตลาด ขณะที่แรงขับเคลื่อนของตลาดเริ่มกระจายไปยังหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น

โดย ณ สิ้นเดือนส.ค. 69 SET Index ปิดที่ 1,595.16 จุด ลดลง 1.8% จากเดือนก่อนหน้า แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 26.6% จากสิ้นปี 68 ซึ่งในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มทรัพยากรให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่นับตั้งแต่ต้นปี 69 เป็นต้นมา กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากรยังคงให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด

ส่วนมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนส.ค. 69 อยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันในช่วง 8 เดือนแรกของปี 69 อยู่ที่ 6.99 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 2.46 หมื่นล้านบาท ในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา แต่หากรวมในช่วง 8 เดือนแรกของปี 69 นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิ 5.11 หมื่นล้านบาท โดยที่นักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ 55.3% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 30.8% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศและบริษัทหลักทรัพย์ในสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 6.9%

ด้าน Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นส.ค. 69 อยู่ที่ระดับ 14.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.2 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 15.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.5 เท่า และอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividence Yield) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นส.ค. 69 อยู่ที่ระดับ 4.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.8% และเดือนส.ค. 69 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 บริษัทได้แก่ บมจ.กลุ่มภัทร (PHAT)

สำหรับภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนส.ค. 69 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนสิงหาคม อยู่ที่ 463,401 สัญญา ลดลง 17.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures อย่างไรก็ตาม ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 69 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 542,985 สัญญา เพิ่มขึ้น 29.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจตลาดหุ้นไทยดีมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากในช่วงไตรมาส 2/69 ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนออกมาสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต่างชาติมีมุมมองต่อความสามารถในการสร้างการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น ส่งผลบวกต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทย

แม้ว่าปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของสหรัฐจะปรับตัวขึ้นสูง ทำให้มีเม็ดเงินต่างชาติบางส่วนไหลกลับออกไปที่พันธบัตรสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนในระดับที่สูง 4-5% และเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่หากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพในการสร้างการเติบโตก็จะเป็นปัจจัยดึงดูดให้ตลาดหุ้นไทยมีเสน่ห์ และมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะจะทำให้มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าพันธบัตรสหรัฐ และจะเป็นปัจจัยที่ดึดดูดเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้เพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ โดยในช่วงงาน Thiland Focus 2026 ที่ผ่านมา จากการพูดคุยกับกับนักลงทุนต่างชาติก็พบว่าความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นปัจจัยอันดับ 1 ที่ให้ความสำคัญ ควบคู่ไปกับปัจจัยผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน เพราะการเมืองมีผลต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ ในการพัฒนาประเทศ และการลงทุนที่มี Action Plan ออกมา หากการเมืองเกิดสะดุดก็จะทำให้Action Plan สะดุดตาม กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

ปัจจัยการเมืองหากสะดุดขึ้นมาก็จะเป็น Noise ต่อตลาดหุ้นไทยได้ แต่มองว่าในปัจจุบันและในระยะสั้นยังเชื่อว่าการเมืองในประเทศไทยยังมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ ทำให้ยังไม่เป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติกังวลในระยะสั้นนายอัสสเดช กล่าว

ส่วนของการนำบริษัทใหม่ๆ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น ทางตลท.ยังคงเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ New Economy แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของธุรกิจแต่ละราย ควบคู่ไปกับสภาวะตลาดในช่วงนั้นๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการพิจาณาในการเสนอขาย IPO และการเข้าเทรด

รวมทั้งระยะเวลาการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเสนอขาย IPO ซึ่งใช้ระยะเวลาพอสมควร 1-3 ปี ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็มีการตรวจสอบที่ค่อนข้างเข้มงวด เพื่อทำให้บริษัทจดทะเบียนที่เข้ามามีคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ในระยะยาว

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลท. กล่าวว่า บริษัทที่เสนอขายขาย IPO และเข้าเทรดในปีนี้ถือว่าเป็นต่ำที่สุด และต่ำกว่าปีก่อนที่มีจำนวน 18 บริษัท

ในช่วงปี 69 ที่ผ่านมา 8 เดือน มีเพียง 3 บริษัทที่เสนอขาย IPO และนำหุ้นเข้าซื้อขายในกระดาน แต่ปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนรวม 10-15 บริษัท ซึ่งปัจจุบันจากข้อมูลของ ก.ล.ต.มี 6 บริษัทที่ได้รับการอนุมัติไฟลิ่งไปแล้ว และอีก 6 บริษัท อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล แต่ก็ยังต้องดูความพร้อมของบริษัทแต่ละรายว่าจะพร้อมในช่วงเวลาใด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง