รีเซต

ฟื้น หรือ ฟุบ? "ตรุษจีน" ปีนี้ 2569 ตัวชี้วัด เศรษฐกิจจีน พุ่งเป้า "ชนชั้นกลาง" 400 ล้านคน แบกกำลังซื้อมหาศาล

ฟื้น หรือ ฟุบ? "ตรุษจีน" ปีนี้ 2569 ตัวชี้วัด เศรษฐกิจจีน พุ่งเป้า "ชนชั้นกลาง" 400 ล้านคน แบกกำลังซื้อมหาศาล
TNN ช่อง16
17 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:00 )

"ตรุษจีน" ปี 2569 ตัวชี้วัด ฟื้นเศรษฐกิจจีน พุ่งเป้า "ชนชั้นกลาง" 400 ล้านคน กำลังซื้อมหาศาล แต่ยังรัดเข็มขัด? 


ตรุษจีน หรือปีใหม่จีน เป็นเทศกาลวันหยุดยาวของคนจีน ที่มีการจับจ่ายใช้สอยคึกคักมากที่สุด และเป็นช่วงเวลามีมูลค่าการใช้จ่ายมากที่สุดในทุกปีด้วย และในปีนี้  2569 เทศกาลตรุษจีนจึงถูกจับตามองในฐานะช่วงเวลาสำคัญในการประเมินกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของชนชั้นกลางจีนต่อเศรษฐกิจ ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมจีนระบุว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ คาดว่าจะมีการเดินทางภายในประเทศรวมกว่า 9.5 พันล้านเที่ยว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าระดับก่อนการระบาดของโควิดอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทั้งการเดินทางกลับภูมิลำเนาและการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวของประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเขตเมือง


การเดินทางจำนวนมากในช่วงตรุษจีนสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ภาคขนส่งทั้งรถไฟ รถโดยสาร และสายการบินได้รับอานิสงส์โดยตรง ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีนระบุว่า ปริมาณผู้โดยสารทางอากาศในช่วงเทศกาลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ภาคธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในเมืองท่องเที่ยวและเมืองรองมีอัตราการเข้าพักและยอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามลำดับ


ในด้านการบริโภค ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนและการรายงานของสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ยอดค้าปลีกในช่วงก่อนและระหว่างเทศกาลตรุษจีนปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในหมวดอาหาร เครื่องดื่ม และบริการ แม้ผู้บริโภคจะยังคงระมัดระวังและเปรียบเทียบราคามากขึ้น แต่ภาพรวมสะท้อนว่าชนชั้นกลางยังคงออกมาใช้จ่ายเพื่อการเฉลิมฉลองและการใช้เวลาร่วมกับครอบครัว


แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน เช่น Alibaba และ JD.com รายงานผ่านสื่อว่าการสั่งซื้อสินค้าช่วงตรุษจีน โดยเฉพาะสินค้าของขวัญ อาหาร และสินค้าสำหรับครอบครัว เติบโตในอัตราเลขสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม สินค้าฟุ่มเฟือยราคาแพงยังฟื้นตัวอย่างจำกัด สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและการใช้จ่ายที่จำเป็นมากขึ้น


นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Morgan Stanley ประเมินว่า การฟื้นตัวของการบริโภคในจีนช่วงต้นปี 2569 จะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคบริการและการท่องเที่ยว มากกว่าการใช้จ่ายในสินค้าคงทนหรืออสังหาริมทรัพย์ การบริโภคเชิงประสบการณ์ เช่น การท่องเที่ยว การรับประทานอาหารนอกบ้าน และกิจกรรมบันเทิง กลายเป็นรูปแบบการใช้จ่ายที่ชนชั้นกลางจีนให้ความสำคัญมากขึ้น


ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค ความคึกคักในช่วงตรุษจีนมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่กิจกรรมการผลิตชะลอลงจากวันหยุดยาว นักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุว่า หากการบริโภคภาคบริการสามารถชดเชยการหยุดชะงักของภาคการผลิตได้บางส่วน จะช่วยพยุงอัตราการเติบโตของ GDP ในช่วงต้นปีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และช่วยเสริมความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ


รัฐบาลจีนยังคงให้ความสำคัญกับการขยายและเสริมความแข็งแกร่งของชนชั้นกลางในระยะยาว รายงานจากคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีนระบุว่า เป้าหมายเชิงนโยบายคือการเพิ่มจำนวนชนชั้นกลางให้มีสัดส่วนมากขึ้นในโครงสร้างประชากร เพื่อให้การบริโภคภายในประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนขนาดใหญ่




"ชนชั้นกลาง" คือ เดอะแบก ไม่ใช่แค่ไทย แต่รวมถึงจีนด้วย ชนชั้นกลางของจีนมีมากถึง 400 ล้านคน เคยเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในแง่ของจำนวนคนและรายได้ เป็นผู้แบกความหวังเศรษฐกิจของจีน เพราะการใช้จ่ายของคนเหล่านี้ คือ กำลังซื้อที่สำคัญ เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ


ชนชั้นกลางจีนมีอยู่มากกว่า 400 ล้านคน หรือบางสำนักก็นิยามตัวเลขพุ่งไปถึง 600–700 ล้านคน และนี่คือกลุ่มของชนชั้นกลางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน  ข้อมูลจากธนาคารโลกและสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า การบริโภคภาคครัวเรือนมีสัดส่วนราว 45–50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจีน และชนชั้นกลางในเขตเมือง คือ ฐานหลักของการใช้จ่ายที่ว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดของสินค้าอุปโภคบริโภค บริการ การท่องเที่ยว และการศึกษา


ย้อนกลับไปในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 ชนชั้นกลางจีนเคยขยายตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์เศรษฐกิจที่โดดเด่นที่สุดของโลก  และทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากข้อมูลของธนาคารโลก ระบุว่ารายได้ต่อหัวของจีนเพิ่มจากระดับต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีในช่วงต้นทศวรรษ 2000 พุ่งขึ้นมาเป็นระดับ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี การเพิ่มขึ้นของรายได้ดังกล่าวทำให้ประชากรจีนจำนวนมากหลุดพ้นจากความยากจนและขยับตัวขึ้นไปเป็นชนชั้นกลาง


นิยามชนชั้นกลางจีนที่ใช้กันในเชิงเศรษฐกิจมักหมายถึงครัวเรือนที่มีรายได้ต่อปีประมาณ 100,000 หยวนขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับรายได้ที่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย การเดินทาง การศึกษา และสินค้าเพื่อคุณภาพชีวิต ข้อมูลจากสถาบัน Brookings Institution ระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก และเป็นตลาดผู้บริโภคที่ธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญสูงสุด


อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นกลางจีนเริ่มเจอกับมรสุม จากแรงกดดันของปัจจัยเศรษฐกิจหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องใหญ่ คือ วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีน ซึ่งจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ระบุว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25–30% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจีน การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ส่งผลโดยตรงต่อความมั่งคั่งของครัวเรือนชนชั้นกลาง เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นสินทรัพย์หลักของครัวเรือนจีนจำนวนมาก


รายงานจากสำนักข่าว Reuters อ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่าราคาบ้านในหลายเมืองสำคัญยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวหรือลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้ความรู้สึกมั่งคั่งของครัวเรือนลดลง และทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวมยังส่งผลต่อการเติบโตของค่าจ้าง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน ซึ่งเคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่


ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า รายได้เฉลี่ยในเขตเมืองในช่วงหลังโควิดเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับค่าครองชีพในเมืองใหญ่ๆที่ยังอยู่ในระดับสูง เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง