รีเซต

ไทยเร่งเจรจา "ART" ย้ำไม่ยอมถอยเส้นแดง ปรับตัวสู้ภาษีสหรัฐฯ

ไทยเร่งเจรจา "ART" ย้ำไม่ยอมถอยเส้นแดง ปรับตัวสู้ภาษีสหรัฐฯ
TNN ช่อง16
18 สิงหาคม 2569 ( 09:59 )
18

ไทยเร่งเจรจา "ART" ย้ำไม่ยอมถอยเส้นแดง ปรับตัวสู้ภาษีสหรัฐฯ

ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 เดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อสัมภาษณ์ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหมุดหมายสำคัญของไทย ในการส่ง ทีม ไทยแลนด์ ไปเจรจาความตกลงต่างตอบแทนทางการค้า (ART) ที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอให้ไทยต้องปฏิบัติตาม 

ดร.กิริฎา ให้การต้อนรับพวกเราอย่างเป็นกันเอง ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่มีแววตาที่ตั้งมั่น ดร.เกริ่นนำว่าบรรยากาศการค้าระหว่างประเทศกลับมาตึงเครียดและอยู่ในความสนใจของภาคธุรกิจอีกครั้ง เมื่อเราต้องเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อสะสางปมภาษีการค้า โดยมีวาระสำคัญสูงสุดคือการหารือเรื่อง ข้อตกลงต่างตอบแทนทางการค้า (ART) ซึ่งสหรัฐฯ ได้วางเงื่อนไขกดดันให้ไทยต้องพิจารณายอมรับ

 ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า 

"นี่คือหมุดหมายที่สำคัญมากต่อประเทศไทย เรื่องนี้ยอมรับว่าท้าทายและไม่ใช่เรื่องง่าย หากย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา ไทยเคยต้องเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษีสูงถึง 36% ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศปรับลดลงเหลือ 19% เพื่อแลกกับการที่ไทยจะเข้ามาร่วมเจรจาข้อตกลงดังกล่าว หากจำกันได้สถานการณ์พลิกผันอีกครั้งเมื่อศาลสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าผู้นำสหรัฐฯ หรือ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจทางกฎหมายเบ็ดเสร็จในการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ เพื่อเป็นการแก้เกม รัฐบาลสหรัฐฯ จึงหันมาใช้ "มาตรา 301" เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บภาษีแทน โดยมีการตั้งข้อกล่าวหาเล่นงานไทยถึง 2 คดีหลัก ได้แก่ คดีการใช้แรงงานบังคับ: เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ซึ่งคดีนี้มีคำตัดสินออกมาแล้ว ส่งผลให้ไทยถูกบวกภาษีเพิ่มขึ้น 12.5% และปัจจุบันกำลังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ ในขณะที่เรายังมีอีก 1 ดคี คือ คดีกำลังการผลิตส่วนเกิน จากความกังวลของสหรัฐฯ ต่อกำลังการผลิตส่วนเกินของไทย ที่อาจถูกระบายเข้ามาแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ จนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศของพวกเขา"


 

ยุทธศาสตร์บวกภาษี และ "เส้นแดง" ที่ไทยยอมถอยไม่ได้

สำหรับการเจรจารอบนี้ ดร.กิริฎา ประเมินว่า ภาพรวมอัตราภาษีคงไม่สามารถปรับลดลงในทันที ทำให้กลยุทธ์ของไทยต้องใช้วิธีแยกพิจารณาและนำอัตราภาษีจากทั้งสองคดีมาบวกรวมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการควบคุมไม่ให้เกินเพดานที่ตั้งไว้ และพยายามผลักดันให้อัตราภาษีรวมอยู่ต่ำกว่าระดับ 19%

หากมองเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย ที่ยอมลงนามข้อตกลง ART แบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ต่ำกว่าไทย แต่ในมุมมองของประเทศไทยแล้ว เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เนื่องจากมี "เส้นแดง" (Red Line) ที่ชัดเจน โดยปฏิเสธเงื่อนไขบางประการที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเกษตร หรืออำนาจการตัดสินใจทางเศรษฐกิจที่ต้องยึดโยงกับสหรัฐฯ มากจนเกินไป ไทยเลือกใช้แนวทางการเจรจาแบบแลกเปลี่ยน (Trade-off) เช่น การเสนอขยายการลงทุนเพิ่มเติมในสหรัฐฯ หรือการเปิดให้นำเข้าสินค้าที่ไทยผลิตไม่เพียงพอแต่มีความจำเป็น ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ซึ่งคาดว่าหากดำเนินตามแผนนี้ อัตราภาษีสุดท้ายจะอยู่ในเกณฑ์ที่ประเทศสามารถรับมือและแข่งขันได้

ทางรอดอุตสาหกรรมไทย: แข่งด้วย "คุณภาพ" และ "ตลาดใหม่"

ดร.กิริฎา ได้ให้มุมมองวิเคราะห์ที่สำคัญว่า โครงสร้างภาษีของโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านไปอย่างถาวรแล้ว ไม่ว่าอัตราภาษีสุดท้ายจะออกมาในรูปแบบใด ภาคอุตสาหกรรมไทยไม่มีวันหวนกลับไปสู่จุดเดิมได้อีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำคือการเร่งปรับตัว ยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยี เพื่อแข่งขันด้วย "คุณภาพและความไว้วางใจ" แม้ว่าต้นทุนหรือราคาของเราอาจจะสูงกว่าคู่แข่งสำคัญไปบ้าง แต่ไม่ทั้งหมด เพราะบางชาติ อย่าง จีน และเวียดนาม ต้องรับมือกับภาษีสหรัฐฯ ในอัตราที่สูง อย่างเวียดนามที่เจอสหรัฐฯ ตั้งข้อกล่าวมากกว่าเรา ถึง 3 กระทง หมายความว่าเวียดนามมีโอกาสแบกรับอัตราภาษีที่หนักกว่า 

นอกจากตลาดสหรัฐฯ แล้ว การกระจายความเสี่ยงและการแสวงหาตลาดใหม่ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยภาครัฐจะสวมบทบาทเป็น "กองหลัง" กำลังเร่งผลักดันข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) สำเร็จลุล่วงถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-เอฟต้า, ไทย-ภูฏาน และไทย-ศรีลังกา พร้อมทั้งเร่งสรุป FTA ไทย-อียู ภายในปีนี้ เพื่อเจาะตลาดกลุ่มสหภาพยุโรปที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับพลังงานสะอาดและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความมั่นคงทางอาหารไทย" ปักหมุดแผ่นดินทองคำกำหนดทิศทางโลก

ดร.กิริฎา เปิดเผยว่าท่ามกลางวิกฤตความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และปัญหาผลผลิตทางการเกษตรที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ประเทศไทยกลับก้าวขึ้นมาโดดเด่นในฐานะ "เพชรเม็ดงาม" ที่นานาชาติต่างรุมล้อมเพื่อพึ่งพาด้านความมั่นคงทางอาหาร กระทรวงพาณิชย์ได้วางหมากยุทธศาสตร์เชิงรุก โดยระบุว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสิงคโปร์ ต่างแสดงความสนใจอย่างจริงจังที่จะสร้างความร่วมมือด้านอาหารกับไทย ทั้งในรูปแบบของการให้ไทยเป็นฐานการผลิตอาหารป้อนให้โดยตรง หรือการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการจัดหาเพื่อส่งต่อไปยังตลาดโลก


จากการพูดคุยกับ ดร.กิริฎา ในช่วงสั้นๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าเรามีความหวังอยู่ ในการรับมือกับภาษีสหรัฐฯ เพราะอย่างน้อยเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน รู้ว่าเราต้องการอะไร และเขาอยากได้อะไร ทั้งวิสัยทัศน์ของกระทรวงพาณิชย์ในเวลานี้ ไม่ใช่การทำเกษตรกรรมหรือการค้าขายแบบระยะสั้นเหมือนในอดีต แต่เป็นการวางแผนยุทธศาสตร์ในระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้มีความบ่งเฉพาะตัว มีเอกลักษณ์ และมีความพิเศษสูง (Specialty & Geographical Indication) ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกได้อย่างยั่งยืน คงต้องติดตามกันต่ออย่างใกล้ชิดนะครับว่า Team Thailand จะสามารถเจรจาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีแค่ไหน อย่างไร


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง