รีเซต

CKP โกยกำไรปี 68 ที่ 2,781.83 ลบ. โต 106.9% โรงไฟฟ้าไซยะบุรีหนุน

CKP โกยกำไรปี 68 ที่ 2,781.83 ลบ. โต 106.9% โรงไฟฟ้าไซยะบุรีหนุน
ทันหุ้น
23 กุมภาพันธ์ 2569 ( 17:56 )

#CKP #ทันหุ้น- บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2568 มีกำไรอยู่ที่ 2,781.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีกำไร 1,344.54 ล้านบาท หากไม่รวมกำไร(ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) จำนวน 2,322.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.5% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด หรือ XPCL เพิ่มขึ้น ตามปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินของ XPCL ที่ลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยโลก ประกอบกับรายได้จากการขายไฟฟ้าของบริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด หรือ NN2 ที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

รายได้รวมในปี 2568 อยู่ที่ 10,638 ล้านบาท ลดลง 1.4% YoY สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายไฟฟ้าของบริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด หรือ BIC ลดลง เนื่องจากปริมาณการขายไฟฟ้าลดลง ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยและค่า Ft ขายปลีกเฉลี่ยในปี 2568 ลดลง ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าในส่วนของ Energy Payment อัตราค่าไฟฟ้าที่ขายให้ลูกค้าอุตสาหกรรม และค่าไอน้ำต่อหน่วยของ BIC ปรับลดลง YoY ขณะที่รายได้จากการขายไฟฟ้าของ NN2 เพิ่มขึ้น YoY จากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำในช่วงต้นปีและปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำที่มากกว่าปีก่อน ทำให้ NN2 มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น YoY

นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ CKP เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (Core Net Profit) จำนวน 2,323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,036 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 81 จากปีก่อน

การเติบโตดังกล่าวมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) จำนวน 1,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,214 ล้านบาท หรือร้อยละ 202 จากปีก่อน จากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรีเฉลี่ยในปี 2568 ที่มากกว่าปีก่อนถึงร้อยละ 7 ประกอบกับการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนทางการเงินของ XPCL ที่ลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยโลก ขณะเดียวกัน บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (NN2) ก็มีผลการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดย NN2 มีรายได้จากการขายไฟฟ้าจำนวน 4,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 291 ล้านบาทหรือร้อยละ 7 จากปีก่อน เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำในช่วงต้นปีและมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในปี 2568 สูงกว่าปีก่อน โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ทำให้ผลการดำเนินงานของ CKP ในภาพรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง

**แนวโน้ม Q1/69 มีทิศทางดี

นายธนวัฒน์ กล่าวว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของ NN2 ในช่วงต้นปี 2569 ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน และมีปริมาณน้ำไหลเข้าในเดือนมกราคมมากกว่าปีก่อน ส่งผลดีต่อการบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ที่โดยปกติจะมีฝนตกน้อย ขณะที่ XPCL มีปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าเฉลี่ยในเดือนมกราคมสูงกว่าปีก่อนเช่นกัน ส่งผลดีต่อการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือนมกราคมต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ ด้านโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 65 ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้

สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากสิ้นปี 2567 สาเหตุหลักมาจากการทยอยลงทุนเพิ่มเติมใน บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด (LPCL) และผลการดำเนินงานของ XPCL ในปี 2568 ที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการมีเงินสดรับจากการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมครั้งที่ 1/2568 และเงินสดจากการดำเนินงาน โดยอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 2.26 เท่า เพิ่มขึ้น 0.40 เท่า

ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.50 เท่า สะท้อนถึงการบริหารสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกาและของประเทศไทยมีการปรับลดเพิ่มเติม จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและหนุนผลการดำเนินงานของ CKP ต่อเนื่องไปในปี 2569 โดยบริษัทจะยังคงติดตามการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยและบริหารจัดการหนี้สินระยะยาวให้มีความเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

นายธนวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่มีความท้าทายทั้งจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบริบทด้านพลังงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถปรับตัวและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการประเมินจากเวทีทั้งในประเทศและระดับสากลตามมาตรฐานความยั่งยืน อาทิ ASEAN CG Scorecard และนิตยสาร The Asset ซึ่งสะท้อนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระดับเอเชีย

นอกจากนี้ CKPower ยังได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ที่ระดับ "AAA" ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน ESG100 บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุนจากสถาบันไทยพัฒน์อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบริษัทยังคงขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย และการยกระดับความพร้อมขององค์กรด้านบุคลากร เทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

ข่าวที่เกี่ยวข้อง