"คุ่นกัด"อันตรายแค่ไหน? แพทย์ไขข้อสงสัย ใช่สาเหตุเสียชีวิตโดยตรงหรือไม่?

อาจารย์และนักวิจัยประจำภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. ร่วมกับนักกีฏวิทยา สังกัดส่วนหอพรรณไม้และพิพิธภัณฑ์แมลง องค์การสวนพฤกษศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงกรณี “คุ่นกัด” ย้ำไม่ใช่สาเหตุเสียชีวิตโดยตรง แนะประชาชนอย่าตื่นตระหนก พร้อมแนวทางป้องกัน
ทีมอาจารย์และนักวิจัยออกแถลงข้อมูลทางวิชาการ กรณีกระแสข่าวผู้เสียชีวิตที่อาจเกี่ยวข้องกับการถูก “ตัวคุ่น” หรือแมลงริ้นดำกัด โดยยืนยันว่า โดยทั่วไปการถูกแมลงริ้นดำกัดไม่ทำให้เสียชีวิตโดยตรง ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และควรรอผลการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ชัดเจน พร้อมพิจารณาปัจจัยด้านสุขภาพหรือภาวะแพ้รุนแรงร่วมด้วย
ทีมอาจารย์และนักวิจัยให้ข้อมูลพร้อมอธิบายว่า “แมลงริ้นดำเป็นแมลงขนาดเล็ก (1.5–6 มิลลิเมตร) ที่มีความสำคัญทางการแพทย์และปศุสัตว์เนื่องจากตัวเต็มวัยเพศเมียชอบกัดกินเลือดของคนและสัตว์ ระยะตัวหนอนและดักแด้อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำไหล เช่น ลำธารและลำห้วย ก่อนลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย และอาศัยอยู่บนบก โดยมักพบบินกระจายจากแหล่งเพาะพันธุ์ไม่ไกลนัก เว้นแต่มีแรงลมช่วยพัดพาอาจไปได้ไกลหลายสิบกิโลเมตร
ปัจจุบันทั่วโลกพบแมลงริ้นดำอย่างน้อย 2,400 ชนิด สำหรับประเทศไทยมีการค้นพบและตั้งชื่อวิทยาศาสตร์แล้ว 149 ชนิด ในภาคเหนือมักเรียกว่า “ตัวคุ่น” ซึ่งชนิดที่กัดคนบ่อยจะมีทั้งลำตัวสีดำและสีเหลือง
ตัวคุ่น
สำหรับอาการหลังถูกกัด มักเริ่มจากเป็นตุ่มเลือดคั่งหรือจุดช้ำขนาดเล็ก ก่อนพัฒนาเป็นตุ่มนูนแดง บวม อักเสบ และมีอาการคัน ซึ่งอาจคงอยู่นานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ หรือบางรายนานเป็นเดือน สาเหตุเกิดจากการแพ้โปรตีนในต่อมน้ำลายของแมลงริ้นดำ โดยความรุนแรงของอาการแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางรายอาจมีอาการบวมมากบริเวณที่ถูกกัด
ในต่างประเทศมีรายงานผู้ที่ถูกกัดซ้ำ ๆ แล้วเกิดอาการแพ้รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมน้ำเหลืองโต และปวดตามข้อ เรียกว่า “ไข้ริ้นดำ” แต่พบไม่บ่อย
ในด้านการเป็นพาหะนำโรค แมลงริ้นดำบางชนิดนำหนอนพยาธิฟิลาเรียมาสู่คน ก่อให้เกิดโรคตาบอดจากพยาธิหรือโรคตาบอดแถบแม่น้ำ (Onchocerciasis หรือ River blindness) ซึ่งทำให้เกิดก้อนใต้ผิวหนัง ตาอักเสบเรื้อรัง และอาจทำให้ตาบอดได้ โดยพบการระบาดในบางภูมิภาคของแอฟริกา อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคดังกล่าวในประเทศไทย”
ทีมอาจารย์และนักวิจัยให้ข้อมูลพร้อมแนะนำว่า “ผู้ที่ถูกกัดควรใช้ยาทาภายนอกเพื่อลดอาการคันและอักเสบ ร่วมกับการประคบเย็นเพื่อลดบวม และเฝ้าสังเกตอาการ หากมีสัญญาณแพ้รุนแรง เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ใบหน้าหรือปากบวม หรือมีไข้สูง ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการถูกแมลงกัด
สำหรับการป้องกัน แนะนำให้ผู้ที่เดินทางเข้าพื้นที่ที่ใกล้แหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงริ้นดำ เช่น ลำธาร น้ำตก ป่าเขา หรือพื้นที่ดอยสูง สวมเสื้อผ้ามิดชิด หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสีเข้ม และใช้โลชั่นหรือสเปรย์ป้องกันแมลง ซึ่งสามารถช่วยลดโอกาสถูกแมลงริ้นดำกัดได้”
ขอบคุณข้อมูลการศึกษาวิจัยจากทีมอาจารย์และนักวิจัย รศ.ดร.อติพร แซ่อึ้ง หัวหน้าภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช., ดร.กิตติภัทร อุปาลี นักวิจัยประจำภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มช. และดร.วิชัย ศรีสุขา นักกีฏวิทยา สังกัดส่วนหอพรรณไม้และพิพิธภัณฑ์แมลง องค์การสวนพฤกษศาสตร์ จังหวัดเชียงใหม่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
