S&P ชูเครดิตไทย BBB+ เชื่อมั่นรัฐ คาด GDP โต 2.3% จับตาหนี้พุ่ง

#ทันหุ้น S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ BBB+ แนวโน้ม Stable สะท้อนเชื่อมั่นนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล คาด GDP ปี 69 โต 2.3% เฉลี่ย 4 ปีข้างหน้า 2.4% จับตาหนี้สาธารณะภาครัฐพุ่งแตะ 47% ต่อ GDP ในปี 72 ด้าน “เอกนิติ” เดินหน้าดันลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable) สะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโต ควบคู่รักษาวินัยทางการคลัง
ทั้งนี้ S&P ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.3% ลดลงจาก 2.4% ในปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยนโยบายการคลังของรัฐบาลจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบ ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาวมีความต่อเนื่อง และเพิ่มความคล่องตัวในการรับมือความท้าทายระยะสั้น
สำหรับช่วงปี 2569-2572 S&P คาดเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเฉลี่ย 2.4% ต่อปี ขณะที่ GDP ต่อหัวจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 8,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 9,100 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
ด้านการลงทุน S&P มองว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติโดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุน พร้อมช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจ Data Center การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก รวมถึงส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และฝึกอบรมบุคลากรด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
จับตาหนี้รัฐแตะ 47% ของ GDP
ขณะที่แนวโน้มการคลัง S&P ประเมินว่ารัฐบาลไทยจะยังใช้นโยบายการคลังสนับสนุนเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ควบคู่การรักษาวินัยทางการคลัง โดยคาดการณ์การก่อหนี้สุทธิของรัฐบาล (Net Debt Accumulation) อยู่ที่ 4.2% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ย 3.5% ในช่วงปี2569-2572 ส่งผลให้หนี้รัฐบาลสุทธิ (Net General Government Debt) เพิ่มขึ้นจากประมาณ 40% ของ GDP ณ สิ้นปี 2568 เป็น 47% ในปี 2572
ส่วนฐานะการเงินต่างประเทศของไทยยังมีความแข็งแกร่ง โดยคาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ในระดับสมดุลในปี 2569 ก่อนกลับมาเกินดุล 2.1-2.4% ของ GDP ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป จากแนวโน้มส่งออกที่ขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง และราคาพลังงานที่ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ ไทยยังมีสถานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิต่างประเทศและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง เป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ S&P จะติดตามในการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ได้แก่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน GDP ต่อหัว แนวโน้มนโยบายการคลัง และเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งล้วนมีผลต่อความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และโอกาสในการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต
นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s และ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระดับมีเสถียรภาพ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
