แย้มค่าไฟงวดใหม่ 3.95 บ. SSP เตรียมได้อานิสงส์

#ค่าไฟฟ้า #ทันหุ้น – จับตาประชุม กกพ. วันนี้เคาะทางเลือกขึ้นค่าไฟหรือไม่ ด้านปลัดพลังงานแย้มอาจขยับเป็น 3.95 บาท ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่ออยู่ที่ 3.95 บาท เช่นกัน ชี้จะช่วยผ่อนคลายต้นทุนโรงไฟฟ้าได้บ้าง ด้าน SSP ชูมีพอร์ตพลังงานหมุนเวียนที่เกี่ยวกับ Ft ถึง 80 เมกะวัตต์ ลุ้นรับประโยชน์
ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดถึงกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งมีการประชุมวันนี้ 25 มีนาคม เพื่อกำหนดค่าไฟฟ้างวดใหม่พฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ว่า มีความเป็นไปได้ที่ค่าไฟฟ้ารอบใหม่มีโอกาสขยับเพิ่มเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ในกรณีไม่ใช้หนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนำเงิน Claw Back ที่มีในมือ 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟได้ 0.13 บาทต่อหน่วย เมื่อเทียบค่าไฟงวดปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย
แต่อีกกรณีหนึ่งหากมีการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมดที่ปัจจุบันค้างอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท ส่งให้ค่าไฟจะอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งรูปแบบจะเป็นอย่างไรนั้นเชื่อทางรัฐบาลใหม่คงจะมีการพิจารณาเพื่อทางแบ่งเบาภาระให้กับประชาชนต่อไป
@ เสียงแตกขึ้นค่าไฟ
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า หาก กกพ. กำหนดมติให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจะเป็นผลบวกต่อกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีสัดส่วนรายได้อ้างอิงกับค่า Ft
อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ายังถือว่าอยู่ภายใต้ความเสี่ยงด้านวิกฤตพลังงานปัจจัยหลักที่ต้องติดตามคือต้นทุนราคาเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสูตรการคำนวณค่า FT โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูง
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามหลักแล้วการปรับค่าไฟมีทางเลือก 3 ด้าน กรณีแรก คำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ. ทั้งหมดที่ปัจจุบันค้าอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท ส่งให้ค่าไฟจะอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย
กรณีที่ 2 ไม่ใช้หนี้ กฟผ. ทำให้ค่าไฟจะอยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย กรณีที่ 3 ไม่ใช้หนี้ กฟผ. และนำเงินหน่วยงานกำกับดูแลเรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกินที่เรียกว่า Claw Back ที่มีในมือ 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟลงมาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะสูงกล่าวค่าไฟงวดปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้มุมมองนักวิเคราะห์คาดกรณีที่มีความเป็นไปได้สูงสุดคือ 3.95 บาทต่อหน่วย แต่เนื่องจากต้นทุนที่ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าการปรับราคาขายไฟให้ลูกค้าอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันความต้องการใช้ไฟฟ้าในไทยมีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งบีบให้ต้องนำเข้าก๊าซที่มีราคาสูงขึ้นมาเป็นเชื้อเพลิงสำรอง ดังนั้นจึงปรับมุมมองความน่าสนใจของกลุ่มสาธารณูปโภคลงเป็นระดับกลาง
ด้านนายธันย์ จิระสิทธิกร นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า คาดการณ์ เชื่อว่า ทางกกพ. จะมีการเสนอตามหน้าที่ แต่สุดท้ายแล้วจะไม่มีการปรับราคาขึ้นจริง เนื่องจากที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้แสดงจุดยืนไม่ให้มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า
ดังนั้นเมื่อไม่มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูง จะส่งผลเสียต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าทั้งหมด แม้ว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจะดูมีความน่าสนใจมากกว่าเล็กน้อยเพราะได้รับผลกระทบจากราคาก๊าซน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่ภาพรวมก็ยังไม่ถือว่าโดดเด่นนัก
@ SSP ลุ้นได้ประโยชน์
นายชยุตม์ หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า หากมีการปรับขึ้นค่า FT จริง SSP จะได้รับประโยชน์โดยตรง เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ได้มีต้นทุนวัตถุดิบก๊าซ ขณะที่โรงไฟฟ้าหลายแห่งอิงรายได้จากค่าไฟฟ้าฐานบวกค่า FT
ปัจจุบัน SSP มีโรงไฟฟ้าในประเทศไทยที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรับขึ้นค่า FT รวมประมาณ 80 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าโซลาร์ 40 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมอีก 40 เมกะวัตต์ โดยโครงการเหล่านี้เป็นรุ่นที่การอุดหนุนแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะมีการคำนวณรายได้จาก "ค่าไฟฟ้าฐาน + Ft" ซึ่งเมื่อค่า Ft ปรับตัวสูงขึ้น รายได้ในส่วนนี้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
