STECONลุ้นงานใหม่ 5 หมื่นล. หวังเมกะโปรเจ็กต์เดินหน้า

#STECON #ทันหุ้น - STECON ตั้งเป้าคว้างานก่อสร้างใหม่ 5 หมื่นล้านบาท เชื่อครึ่งปีหลัง 2569 โครงการเมกะโปรเจ็กต์ ที่ผ่านครม.แล้วเปิดมาประมูล “รถไฟทางคู่-รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ทางยกระดับ-มอเตอร์เวย์” โชว์แบ็กล็อก 1.2 หมื่นล้านบาท รับรู้รายได้ปีนี้ 3.5 หมื่นล้านบาท พร้อมเดินหน้าลงทุนธุรกิจใหม่ “พลังงานสะอาด ศึกษาโซลาร์ชุมชน 1.5 เมกะวัตต์-ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์-จำหนายน้ำ-สัมปทานทางด่วน”
นายภาคภูมิ ศรีชำนิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าได้งานใหม่ 50,000 ล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐน่าจะเริ่มทยอยออกมา หลังจากจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งโครงการส่วนใหญ่จะเป็น โครงการที่เคยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาแล้วก่อนหน้าและกำลังรอการประมูล เช่น รถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย, รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน, มอเตอร์เวย์ของกรมทางหลวง และทางยกระดับ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
@เป้ารายได้ปีนี้ 35 หมื่นลบ.
โดยปัจจุบันบริษัทจะเน้นรับงานเกี่ยวกับงบประจำของภาครัฐ และงานภาคเอกชน ส่วนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันงาน จะเริ่มการก่อสร้างบางส่วนได้ภายในปีนี้ แต่เงื่อนไขสำคัญยังคงต้องรอความชัดเจนเรื่องรถไฟความเร็วสูง ทำให้ในช่วงแรกจะเป็นการเข้าไปเตรียมงานและบริหารจัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์ก่อน
สำหรับงานรับเหมาก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้ารายใหญ่ 2 โครงการ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง มูลค่าโครงการละ 7,000 ล้านบาท ซึ่งจะก่อสร้างเสร็จในปีนี้จำนวน 1 โครงการ และ บริษัทเพิ่มได้ลูกค้ามาเพิ่มอีก 1 ราย โดยมองว่าจะมีลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้บริษัทมีงานในมือรวม (แบ็กล็อก)ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 35,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทคาดว่ารายได้ปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท
นายภาคภูมิ กล่าวว่า บริษัทยังคงมองหาการลงทุนในธุรกิจใหม่เพิ่มเติมในทุกๆ ปี โดยตั้งงบลงทุนไว้ปีละ 1-2 พันล้านบาท ซึ่งจุดประสงค์หลักเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) ในอนาคต และต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่า 10% โดยบริษัทมีเป้าหมายจะมีสัดส่วนกำไรจากธุรกิจใหม่ 50% และสัดส่วนกำไรจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง 50% ในปี 2573
@เปิดธุรกิจใหม่ที่สนใจ
โดยธุรกิจที่บริษัทสนใจ เช่น 1.ธุรกิจพลังงานสะอาด ซึ่งบริษัทย่อยอยู่ระหว่างการศึกษาในการเข้าไปประมูลโครงการไฟฟ้า อาทิโครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ โครงการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทําสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) ซึ่งบริษัทมีประสบการในการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าว แต่ยังไม่ผลงานการดำเนินโครงการ (Operate)
2.ธุรกิจขายน้ำให้กับนิคมอุตสาหกรรม โดยบริษัทเตรียมที่จะขยายน้ำให้กับบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าแล้ว 1 ราย ประมาณไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ปีนี้ และเตรียมที่จะเจรจาอีก 2-3 ราย ในฟื้นที่แรก และจะมีการขยายพื้นที่ในการให้บริการเพิ่มขึ้น 3. ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งกลุ่มบริษัทได้รับอนุมัติจาก BOI แล้ว 1 โครงการ มูลค่าลงทุน 8,050 ล้านบาท รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์ ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ จะเป็นบริษัทต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น แต่จะดำเนินการขออนุญาตการก่อสร้างให้เสร็จในปีนี้
3.สัมปทานทางด่วน ต่างๆ และ 4.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นพันธมิตรกับทาง บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE โดยปัจจุบันเริ่ม 1 โครงการ และหาก NOBLE มีโครงการที่น่าสนใจก็จะมีการลงทุนเพิ่มในอนาคต
@นโยบายถือหุ้น GULF
ส่วนกรณีที่บริษัทเข้าไปถือหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ตั้งแต่ GULF เสนอขายหุ้นไอพีโอนั้น ที่ผ่านมาบริษัทได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการถือหุ้น แต่บริษัทไม่ได้กำหนดข้อจำกัดตายตัวว่าจะต้องถือหุ้นระยะยาวหรือต้องขายออกไปเมื่อใด แต่บริษัทจะดูที่ผลตอบแทนเป็นหลัก ซึ่งถ้ามีธุรกิจอื่นให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ก็มีโอกาสขายเงินลงทุนไปลงทุนในธุรกิจอื่นได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
