รั้งไหวไหม ? "ทรัมป์" พ่อใหญ่นาโตจะถอนตัว แล้วยุโรปเหลืออะไรบ้าง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ย้ำคำขู่ว่าจะถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต หลังจากที่ชาติสมาชิกนาโตปฏิเสธที่จะส่งเรือรบไปช่วยสหรัฐฯ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้เรียกนาโตว่าเป็นเพียง “เสือกระดาษ” รวมถึงได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวจาก The Telegraph ว่าแนวคิดในการนำสหรัฐฯ ออกจากนาโตนั้น “ก้าวไปไกลกว่าขั้นการทบทวนแล้ว”
แต่เมื่อวานนี้ (8 เมษายน) “มาร์ก รุตเตอ” เลขาธิการนาโตได้ เดินทางเยือนทำเนียบขาวและพบกับทรัมป์ เขาได้อธิบายบรรยากาศการพูดคุยกับทรัมป์ว่า “ตรงไปตรงมา” และ "เปิดเผยมาก" แม้ว่าระหว่างการหารือจะมีความเห็นไม่ตรงกันอย่างชัดเจนระหว่างทรัมป์และรุตเตอ เมื่อทรัมป์ประกาศว่านาโต “ไม่อยู่เคียงข้าง” ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ต้องการ แต่รุตเตอก็ไม่ลืมที่จะชื่นชม “ภาวะผู้นำ” ของทรัมป์เมื่อเขาถูกผู้สื่อข่าวถามว่า โลกปลอดภัยมากขึ้นหรือไม่เมื่อเทียบกับก่อนเกิดสงคราม ซึ่งรุตเตอตอบว่า “แน่นอน” และยกเครดิตให้กับทรัมป์ที่ช่วยลดทอนภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน
จึงทำให้การเยือนทำเนียบขาวของรุตเตอเพื่อพบทรัมป์ถูกมองว่า เป็นความพยายามที่นาโตต้องการจะเกลี้ยกล่อมและโน้มน้าวให้ทรัมป์เชื่อว่าการที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นชาติสมาชิกหลักในพันธมิตรนาโตเป็นผลดีต่อทั้งตัวเขาและสหรัฐฯ
แล้วหากสหรัฐฯ เกิดตัดสินใจถอนตัวจากนาโตจริง จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ? และจะกระทบกับทั้งฝั่งสหรัฐฯ หรือนาโต อย่างไรบ้าง ?
-สหรัฐฯ “ถอนตัว” มีความหมายอย่างไรต่อนาโต
นาโต ก่อตั้งขึ้นจากการลงนามในสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือเมื่อปี 1949 โดย 12 ประเทศผู้ก่อตั้งซึ่งประกอบด้วย สหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอรเวย์ และโปรตุเกส ซึ่งวัตถุประสงค์เริ่มแรกก่อตั้ง คือเพื่อจัดตั้งระบบพันธมิตรทางทหารในการถ่วงดุลอำนาจกับสหภาพโซเวียตในขณะนั้น โดยแต่ละประเทศสมาชิกให้คำมั่นว่าจะร่วมกันป้องกันและรักษาความมั่นคงร่วมกันแทน
สำหรับสหรัฐฯ ในฐานะประเทศร่วมก่อตั้ง ถือเป็นผู้เล่นสำคัญ และเป็นกำลังทางทหารที่ใหญ่ที่สุดของนาโต อีกทั้งสหรัฐฯ ยังเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณให้กับนาโตมากถึง 62% ดังนั้นหากสหรัฐฯ ถอนตัวจึงไม่แปลกนักหากจะเรียกว่า
“ไม่มีสหรัฐฯ = นาโตอ่อนแอลง”
ยิ่งกว่านั้นตามมาตรา 5 ของสมาชิกนาโตที่ยึดถือร่วมกันระบุไว้ว่า “การโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศจะถือเป็นการโจมตีทุกประเทศ” เมื่อไม่มีสหรัฐฯ แล้ว มาตรานี้รวมไปถึงนาโตก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือลงทันที
และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ร่มนิวเคลียร์” แค่คลังอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ก็มีขนาดใหญ่กว่าของอังกฤษและฝรั่งเศสมาก นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังมีฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารจำนวนมากทั่วทวีปยุโรป โดยหลายแห่งตั้งอยู่ในเยอรมนีและอีกหนึ่งฐานสำคัญคือ “ฐานทัพอากาศอินซิร์ลิก” ในตุรกี ซึ่งฐานทัพเหล่านี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการยับยั้งการโจมตีทางทหารจากฝ่ายตรงข้ามของโลกตะวันตก และหากสหรัฐฯ ถอนตัวแน่นอนว่านาโตก็จะไม่มีร่มนิวเคลียร์ลำใหญ่จากสหรัฐฯ ที่ปกป้องพันธมิตรอีกต่อไป
-การออกจากนาโต ส่งผลอย่างไรกับสหรัฐฯ
ถ้าหากพูดถึงในแง่งบประมาณ หากสหรัฐฯ ตัดสินใจออกจากการเป็นสมาชิกนาโตจะทำให้สหรัฐฯ ประหยัดงบประมาณที่สนับสนุนนาโตได้อย่างมหาศาล ซึ่งรวมถึงการยุติการสนับสนุนค่าใช้จ่ายของนาโตและการไม่ต้องคงกำลังทหารทั้งในทวีปยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้งบประมาณของชาติทั้งสิ้น
แต่ในทางกลับกันตามข้อมูลของ Modern Diplomacy วารสารออนไลน์จากยุโรปที่มีบทบาทสำคัญนำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกทางการเมืองมองว่า สหรัฐฯ ก็จะสูญเสียการเข้าถึงฐานทัพจำนวนมากทั่วโลกและทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องปฏิบัติการใกล้ชายฝั่งของตนมากขึ้น รวมถึงการประจำการเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ ก็จะไม่สามารถขึ้นบินเพื่อปฏิบัติการ “โจมตีเป้าหมายที่อยู่ครึ่งโลกได้อีก”
และในภาพรวมการถอยห่างจากบทบาทผู้นำโลกของสหรัฐฯ จะยิ่งเร่งให้สหรัฐฯ แยกตัวออกจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ ในตลาดผู้ซื้ออาวุธของสหรัฐฯ ก็อาจหดตัวลง เมื่อพันธมิตรเดิมที่รวมถึงชาติสมาชิกนาโตหันไปจัดหาอาวุธจากแหล่งอื่น แม้ว่าสหรัฐฯ จะใช้งบด้านกลาโหมมากกว่าประเทศอื่น ๆ แต่ก็อาจไม่เพียงพอที่จะประคองผู้ผลิตอาวุธทั้งหมดได้ หากขาดยอดขายจากต่างประเทศ ตำแหน่งงานในสหรัฐฯ นับแสนตำแหน่งอาจตกอยู่ในความเสี่ยงกระทบไปถึงชาวอเมริกันด้วยเช่นกัน
-แค่คำขู่ของทรัมป์ ส่งผลกระทบกับนาโตหรือไม่ ?
The Guardian รายงานว่า มันส่งผลอย่างชัดเจน เพราะเราได้เห็น มาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโตและอดีตนายกรัฐมนตรีของเนเธอร์แลนด์ ถึงกับต้องเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อพยายามอย่างหนักในการเอาใจทรัมป์ไม่ให้ถอนตัวจากนาโต The Guardian รายงานด้วยว่า รุตเตอถึงขั้นเรียกทรัมป์ว่าเป็น “พ่อใหญ่” หรือ แด๊ดดี้ (Daddy) ของพันธมิตรนาโต ซึ่งรุตเตอเองก็ได้รับฉายาว่าเป็น “ผู้กระซิบให้ทรัมป์” (Trump whisperer) ด้วย เพราะรุตเตอแสดงการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนของประเทศสมาชิกนาโตอื่น ๆ
-นอกจากคำพูดของทรัมป์ สหรัฐฯ จะถอนจากนาโตได้จริงหรือไม่ ?
การออกจากนาโตไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับสหรัฐฯ นั่นเป็นเพราะกฎหมายปี 2024 ที่ห้ามไม่ให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดำเนินการเพียงลำพังโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยเสียงข้างมาก 2 ใน 3 หรือผ่านกฎหมายจากสภาคองเกรส
แม้ว่าการออกจากนาโตจะมีสมาชิกพรรครีพับลิกันทั้งหมดในวุฒิสภาลงคะแนนเห็นชอบ แต่ทรัมป์ก็ยังต้องการเสียงจากพรรคเดโมแครตอย่างน้อย 14 เสียงมาสนับสนุน และก็ยังไม่แน่ว่าจะได้เสียงจากรีพับลิกันครบทั้งหมดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เคยแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมจะหลีกเลี่ยงกฎหมายเพื่อข้ามขั้นตอนของสภาคองเกรส เช่น การโจมตีอิหร่านโดยไม่ขออนุมัติจากสภา ทั้งที่กฎหมาย War Powers Act ในปี 1973 กำหนดให้ต้องทำเช่นนั้น
ทอม ทิลลิส วุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันและประธานร่วมกลุ่มสังเกตการณ์นาโตในวุฒิสภา ได้ออกมาเตือนว่าการออกจากนาโตจะเป็น “ความเสี่ยงอย่างมหาศาล” ต่อสหรัฐฯ และด้วยอุปสรรคทางการเมืองดังกล่าว ผู้สังเกตการณ์นาโตส่วนใหญ่จึงไม่คิดว่าทรัมป์จะพยายามถอนตัวจริง แม้เขาจะแสดงความไม่พอใจต่อนาโตอย่างชัดเจน
แต่ต้องไม่ลืมว่าทรัมป์ยังมีสิทธิที่จะใช้ “อำนาจฝ่ายบริหาร” หรือ Executive order ออกคำสั่งเพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในนาโต และยืดเวลาการระงับนั้นออกไปท่ามกลางการต่อสู้ทางกฎหมาย แต่ถึงแม้จะไม่ถอนตัวอย่างเป็นทางการ ทรัมป์ก็ยังสามารถสร้างความเสียหายอย่างไม่อาจแก้ไขได้ให้กับพันธมิตรนาโตด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิ
“เพิกเฉยต่อคำร้องขอตามมาตรา 5” : เมื่อพันธมิตรเดือดร้อนสหรัฐฯ ก็แค่ไม่ต้องช่วย
“ระงับการแบ่งปันข่าวกรองกับพันธมิตร” : สหรัฐฯ ที่ทรัมป์อ้างว่ามีหน่วยข่าวกรองที่ดีที่สุดในโลกก็ไม่ต้องแบ่งปันข้อมูลข่าวสารชั้นเลิศนี้กับนาโตอีก
“ยกเลิกการส่งมอบอาวุธ” : สหรัฐฯ ที่เป็นกองกำลังหลักของนาโตเมื่อไม่ส่งอาวุธและกำลังพลช่วยนาโตก็อาจตกที่นั่งลำบาก แต่ก็เริ่มพบความพยายามจากชาติสมาชิกนาโตอื่นๆ อย่าง “ฝรั่งเศส” ที่กำลังเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมรับมือความไม่แน่นอนจากสหรัฐฯ
มีรายงานจาก สถาบัน International Institute for Strategic Studies (IISS) ที่เผยว่า การใช้จ่ายด้านกลาโหมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2.63 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยเฉพาะในยุโรปที่มีการเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างต่อเนื่องคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 5 ของการใช้จ่ายทั่วโลกในปีเดียวกัน
การวิเคราะห์ของ IISS แสดงให้เห็นว่ายุโรปมีสัดส่วนมากกว่า 21% ของยอดรวมทั่วโลกในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 17% ในปี 2022 การใช้จ่ายในยุโรปเพิ่มขึ้นเกือบ 13% และในปี 2025 เยอรมนีมีสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของการเพิ่มขึ้นนี้ ตอกย้ำตำแหน่งประเทศที่ใช้จ่ายด้านกลาโหมมากเป็นอันดับ 4 ของโลก
เช่นเดียวกันนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา สมาชิกนาโต ให้คำมั่นจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็นประมาณ 5% ของ GDP โดยแบ่งเป็น 3.5% สำหรับขีดความสามารถด้านกลาโหมหลัก และอีก 1.5% สำหรับด้านความมั่นคงแห่งชาติ
นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวจาก ววาดิสวาฟ โคซิเนียค-คามีช รัฐมนตรีกลาโหมของโปแลนด์ที่ออกกล่าวว่า…
“ไม่มี NATO หากไม่มีสหรัฐฯ”
อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งหนทางที่สหรัฐฯ อาจเลือกทำเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการเป็นสมาชิกนาโตอีกคือการ “จำกัดการส่งออกเทคโนโลยีด้านความมั่นคง”
ซึ่งด้าน อีโว ดาลเดอร์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำนาโตในสมัยรัฐบาลโอบามา เสนอว่า ทรัมป์อาจเลือกถอนทหารสหรัฐฯ ทั้งหมดออก และดึงเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกจากโครงสร้างการบัญชาการของนาโต ขณะเดียวกันทรัมป์อาจอ้างว่ายังคงปฏิบัติตามมาตรา 5 ของนาโตอยู่แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ให้การสนับสนุนทางทหารใด ๆ เลยก็เป็นได้
-ทรัมป์ ไม่ชอบนาโตมานานแล้ว ?
ดูเหมือนว่าจะจริง…
The Guardian รายงานว่าในปี 2017 ทรัมป์เคยเรียกนาโตว่า “ล้าสมัย” และกล่าวหาสมาชิกนาโต “เอาเปรียบ” สหรัฐฯ ด้วยการไม่ใช้จ่ายด้านกลาโหมอย่างเพียงพอ จนล่าสุดในปี 2024 เขาขู่ว่าจะปล่อยให้รัสเซียทำ “อะไรก็ได้ตามใจ” กับประเทศยุโรปที่ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องเรื่องงบกลาโหมของเขา
ทรัมป์ยังมีท่าทีเผชิญหน้ากับพันธมิตรอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ในเดือนมกราคม เมื่อประเทศสมาชิกนาโตต้องจับตาสถานการณ์ หลังทรัมป์ขู่ “ยึดกรีนแลนด์” แม้ในเวลาต่อมาเขาจะถอยท่าที แต่หลายฝ่ายก็เชื่อว่าแนวคิดเรื่องกรีนแลนด์ของเขาจะถูกยกเลิกไปอย่างถาวร
เพียงแต่ตอนนี้ทรัมป์กำลังจดจ่ออยู่กับสงครามในอิหร่าน…และเมื่อสงครามจบลง สหรัฐฯ จะเดินเกมต่อด้วยการออกจาก “นาโต” หรือไม่ ?
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
