รีเซต

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ คาด SET Index ปีนี้สูงสุด 1,427 จุด พร้อมแนะนำ 5 หุ้นเด่น

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ คาด SET Index ปีนี้สูงสุด 1,427 จุด พร้อมแนะนำ 5 หุ้นเด่น
ทันหุ้น
6 มกราคม 2569 ( 16:28 )
12

#ทันหุ้น #2026 #SET สมาคมนักวิเคราะห์ฯ คาด SET Index ปีนี้สูงสุด 1,427 จุด พร้อมแนะนำ 5 หุ้นเด่น 

IAA Survey ครั้งที่ 1/2569 “นักวิเคราะห์ มองบวกทิศทางดอกเบี้ยไทย-สหรัฐจับตาผลเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลใหม่หนุน SET Index สิ้นปี 1,389”

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน รวม 24 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนปี 2569 ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

สมมติฐานหลัก

• ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

• สมมติฐาน GDP ปี 69 ผู้ที่คาดต่ำสุดที่ 1.4% และผู้คาดสูงสุดที่ 2% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.67% ปรับลดจากเดิมที่ 1.9% (ต.ค.68)

• Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.82%

• Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 7.85%

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2569 แบ่งเป็น

     - ปัจจัยบวก นำโดย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 91.3% เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก และรองลงมาผู้ตอบ 82.6% โหวตให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ ผู้ตอบ 60.9%ตามลำดับ

     - ส่วนปัจจัยลบ คือ เศรษฐกิจภายในประเทศ มีผู้ตอบ 60.9% ของผู้ตอบทั้งหมด รองลงมาปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ มีผู้ตอบ 56.5% ถัดมาปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก มีผู้ตอบ 50% ส่วนปัจจัยที่เหลือมีผลโหวตต่ำกว่า 50% ของจำนวนผู้โหวต

• ปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 1 คือ ปัจจัยการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งและ

ความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ

• ด้านคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 มีนักวิเคราะห์ถึง 72.73% ที่คาดว่าจะลดลงจากเดิมมาอยู่

ที่ 1% รองลงมามี 13.64% ของผู้ตอบเท่ากัน มองว่าอาจลดลงมาที่ 0.75% และมองว่าคงที่ที่ 1.25% (ณ ปัจจุบัน 6 มกราคม อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25%)

• ทางด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 86.13 บาท ใกล้เคียงกับผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่ง

อยู่ที่ 85.14 บาท ต่อหุ้น และคาดว่าปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 91.17 บาท

• ทางด้านคาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก คาดว่าจะปิดสิ้นไตรมาสแรกที่ 1322 จุดและ

เมื่อมองตลอดปี จะแกว่งตัวในกรอบ 1187 ถึง 1427 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2569 ที่ 1389 จุด

• นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น

     o เงินสดและเงินฝากระยะสั้น  9.17%

     o กองทุนตราสารหนี้  21.75%

     o หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ  30.63%

     o หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย  19.92%

     o ทองคำหรือกองทุนทองคำ  10.46%

     o กองทุนอสังหาฯหรือ REIT  7.63%

     o สินทรัพย์อื่นๆ เช่น Bitcoin/ตราสารหนี้ระยะสั้น 0.46%

โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกองทุนตราสารหนี้สหรัฐ หรือกลุ่ม  AI-Technology / Healthcare และ Selective  Asia เช่น จีน ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น

ทั้งนี้มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 7 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ AAPL80 BIDU80 NVDA80

สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ธนาคาร ธุรกิจท่องเที่ยว การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดพลังงานและปิโตรเคมี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ)

1. ADVANC มองว่ากำไรปี 2026 โตต่อเนื่อง +11% YoY อยู่ที่ 4.9 หมื่นลบ. จากการแข่งขันที่ลดลง คาดปันผล 5% ต่อปี

2. CPALL  ได้รับประโยชน์จากการประกาศเลือกตั้ง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้มีการจับจ่ายใช้สอย กระตุ้นให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบและหมุนเวียนมากขึ้นในช่วงหาเสียง นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากการการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ ธ.ค.68 ช่วยหนุนผลประกอบการณ์ ช่วง 4Q68F -1Q69F

3. GULF  แนวโน้มผลการดำเนินงานเติบโต ปันผลสม่ำเสมอ

4. KTB  มองว่ากำไรยังแข็งแกร่งและควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้ดี  มูลค่าหุ้นไม่แพง

5. MTC  รับผลบวกจากดอกเบี้ยขาลง หนุนผลดำเนินงานที่คาดจะยังโดดเด่น 4Q68 สินเชื่อมีแนวโน้มเร่งตัวจาก High Season และการจัดการ NPL ได้ดี หลังจากปรับลดลงมาต่อเนื่อง 9 ไตรมาส

สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นบางบริษัทในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาเกินพื้นฐาน และหุ้นกลุ่มพลังงาน

ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ โดยกล่าวถึงมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น

1. เสนอนโยบายช่วยเหลือภาคประชน ได้แก่ เร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเชิงโครงสร้าง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แบบเฉพาะกลุ่ม ออกเกณฑ์ TISA ที่ชัดเจนแยกวงเงินจากกองทุนเพื่อการเกษียณ มาตรการลดหย่อนภาษี เพิ่มกำลังซื้อการบริโภคผ่านโครงการคนละครึ่ง พัฒนาการศึกษา และการปฏิรูปแรงงาน

2. เสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ผ่านมาตรการจูงใจที่มีเงื่อนไขชัดเจน อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษี การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย การใช้กลไกการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เงินงบประมาณทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ในการดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชน และสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการอัดฉีดโดยตรง เรียกความเชื่อมั่นภาคการท่องเที่ยว

3. เสนอให้เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชนและบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนอุตสาหกรรม New S-Curve ใหม่ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด และส่งเสริมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง