สาวท้องร้องปวีณาฯ ถูกผัวตื้บม้ามแตก-ตับฉีก โดนขู่ ‘ถ้าเเทงมึงตายจะติดคุกกี่ปี’

สาวท้องร้องปวีณาฯ ถูกผัวตื้บม้ามแตก-ตับฉีก โดนขู่ ‘ถ้าเเทงมึงตายจะติดคุกกี่ปี’
ข่าวสด
16 กรกฎาคม 2563 ( 16:24 )
107
สาวท้องร้องปวีณาฯ ถูกผัวตื้บม้ามแตก-ตับฉีก โดนขู่ ‘ถ้าเเทงมึงตายจะติดคุกกี่ปี’

 

สาวท้อง 6 เดือน ร้องมูลนิธิปวีณาฯ ถูกผัวตื้บซี่โครงร้าว ม้ามแตก-ตับฉีก แถมโดนขู่ ‘ถ้าเเทงมึงตายจะติดคุกกี่ปี’ เอาผิดแท็กซี่สมรู้ร่วมสมคิดให้ผัวมาทำร้าย

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 16 ก.ค. ที่สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พา น.ส.แจง (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี เข้าพบ พ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง ผกก.สภ.บางใหญ่ เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีที่ น.ส.แจง ถูกสามีคือ นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ทำร้ายร่างกายเมื่อวันที่ 6 ก.ค. เวลา 21.00 น. ที่ผ่านมา ด้วยการกดหัว ต่อยตี อย่างรุนแรง จนร่างกาย ใบหน้า ศีรษะ และตาบวมช้ำ อีกทั้งยังข่มขู่อีกว่า “ถ้าเเทงมึงตาย กูจะติดคุกกี่ปี” จนทำให้น.ส.แจงหวาดกลัว จึงเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือกับมูลนิธิปวีณาฯ

ต่อมาวันที่ 7 ก.ค.63 เพื่อนของน.ส.แจง ขอความช่วยเหลือด่วน ให้มูลนิธิปวีณาฯ พาไปแจ้งความและตรวจร่างกาย และขอให้อยู่ในความดูแลของมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากร่างกายบอบช้ำ ต้องนอนพักรักษาตัวจนถึงทุกวันนี้ และในวันนี้นอกจากจะมาติดตามดำเนินคดีสามีทำร้ายร่างกายแล้ว น.ส.แจงประสงค์จะแจ้งความให้ตำรวจติดตามตัวคนขับแท็กซี่มาดำเนินคดี ในข้อหาช่วยเหลือฝ่ายชาย จนทำให้ตนถูกทำร้ายจนแทบเอาตัวไม่รอด

 

ด้าน น.ส.แจง กล่าวว่า รู้จักกับฝ่ายชายมาประมาณ 1 ปี แต่เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายน 2563 ดิฉันตั้งท้องได้ 3 เดือน จึงตัดสินใจมาเช่าห้องอยู่กับฝ่ายชาย แต่ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันก็นายเอ ทำร้ายร่างกายมาโดยตลอด ซึ่งหลังครั้งล่าสุดวันที่ 31 ธ.ค.62 ถูกทำร้ายจนเข้ารพ.พระนั่งเกล้า พักรักษาตัว 11 วัน โดยมีอาการซี่โครงร้าว ม้ามแตก ตับฉีก แต่ตนไม่ได้แจ้งความ เพราะทุกครั้งที่ฝ่ายชายทำร้ายมักจะพูดจาข่มขู่ บอกว่ารู้จักกับตำรวจหลายคน อย่างมากก็เสียค่าปรับ

 

จนกระทั่งวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา เวลา 13.00 น.ตนตัดสินใจที่จะเลิกกับฝ่ายชาย จึงส่งข้อความไปบอกเลิก และบล็อกเบอร์โทรของฝ่ายชาย แต่ฝ่ายชายให้น้องชายของตนเองโทรมาหา เพราะทางฝ่ายชายจะขอคุยเรื่องสิ่งของที่ยังอยู่กับฝ่ายชาย ตนจึงปลดบล็อกเบอร์ และพูดคุยกับทางฝ่ายชาย โดยตกลงยอมเลิกกันด้วยดี และขาดการติดต่อกันไป

 

น.ส.แจง กล่าวต่อว่า จนเวลา 21.02 น. ตนเลิกงาน จึงขอให้เพื่อนร่วมงานช่วยไปดูหน้าออฟฟิศว่า ฝ่ายชายมาดักรอหรือไม่ เพื่อนแจ้งว่าไม่มี มีแต่แท็กซี่จอดอยู่ 1 คัน ตนจึงรีบไปขึ้นรถแท็กซี่ ทะเบียน 1 มค5349 สีเขียว-เหลือง บอกคนขับแท็กซี่ว่าไปสนามบินน้ำ เพราะตนตั้งใจจะไปนอนบ้านแม่ แต่รถแท็กซี่คันดังกล่าวขับออกมาจากหน้าออฟฟิศแล้วเลี้ยวมาอีกทาง ตนจึงถามคนขับแท็กซี่ว่า ทำไมลุงเลี้ยวมาทางนี้ คนขับแท็กซี่บอกว่า แฟนหนูรออยู่

 

จากนั้นคนขับแท็กซี่ขับรถมาจอดต่อท้ายรถของฝ่ายชาย เมื่อฝ่ายชายเดินลงมาจากรถ ตนจึงขอร้องคนขับรถแท็กซี่ว่า อย่าเปิดล็อคประตูรถ เพราะหนูอาจตายได้เลยนะลุง ตนจึงได้ล็อคประตูไว้ทัน ทางฝ่ายชายจึงเปิดไม่ได้ แต่ทางคนขับแท็กซี่ปลดล็อคประตูให้ ฝ่ายชายจึงเปิดประตูและมากระชากตนลงจากรถ และจ่ายเงินให้คนขับแท็กซี่ไป 400 บาท ก่อนที่ฝ่ายชายจะฉุดกระชากตนเข้าไปในรถของเขา แล้วตบตี ต่อย จับหัวกดลง และพูดว่า “ถ้าแทงมึงตาย กูต้องติดคุกกี่ปี” ตนกลัวจึงขอร้องไม่ให้ฝ่ายชายทำร้ายร่างกาย ฝ่ายชายจึงขับรถมุ่งหน้ามาทางรังสิต บอกว่าจะไปบ้านแม่ของฝ่ายชายอยู่ที่คลอง 10 ธัญบุรี

 

แต่เมื่อมาถึงประมาณคลอง 1 จึงโทรไปหาแม่ ซึ่งทางแม่ของฝ่ายชายบอกว่ามีญาติมาอยู่หลายคนไม่สะดวก ฝ่ายชายจึงบังคับให้ตนพามาที่บ้านน้องชาย บ้านน้องสาว และบ้านแม่ของตน ซึ่งอยู่ที่จ.นนทบุรี และบอกว่าครั้งหน้าถ้าตนหนีมาจะได้ตามมาถูก

 

ต่อมาขับรถพากลับมาที่ห้องเช่าแถวท่าอิฐ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นห้องที่เช่าอยู่ด้วยกัน หลังจากทำร้ายร่างกายตนทางฝ่ายชายก็ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช้าวันที่ 7ก.ค.63 เวลาประมาณ 10.00 น. ฝ่ายชายก็ขับรถมาส่งที่ออฟฟิศ เพื่อนร่วมงานเห็นร่องรอยการถูกทำร้ายจึงโทรศัพท์แจ้งขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิปวีณาฯ เพราะตนต้องการเลิกกับฝ่ายชาย และขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือ และจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

 

ด้าน นางปวีณา หงสกุล กล่าวว่า กรณีเคสของน.ส.แจงนั้น ตนเป็นห่วงเรื่องสุขภาพและจิตใจของน้อง รวมทั้งลูกในท้อง และความปลอดภัย ดังนั้นทางมูลนิธิปวีณาฯจะให้การดูแลอย่างใกล้ชิด และจะฟื้นฟูสภาพจิตใจ รวมทั้งต้องพาไปตรวจครรภ์ให้ครบตามกำหนด ซึ่งมูลนิธิปวีณาจะคุ้มครองน้องแจง และลูกในท้องให้ดีที่สุด

 

ทุกวันนี้สถิติการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของมูลนิธิปวีณาฯ มีเรื่องการทำร้ายร่างกายภรรยา หรือแฟน เป็นอันดับหนึ่ง จึงขอให้ผู้หญิงที่คิดจะคบหากับใคร ควรเรียนรู้ความประพฤติ รู้จักครอบครัว ศึกษาประวัติ ลักษณะนิสัยของฝ่ายชายใหแน่ชัดก่อน เพราะบางคนมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรง ก่อนที่จะตกลงอยู่กินกับฝ่ายชาย โดยเฉพาะการมีลูกด้วยกัน ต้องมีความรัก มีความพร้อมที่จะมีลูกเสียก่อน มิฉะนั้นเด็กที่เกิดมาจะเป็นเหยื่อของสังคมที่ชั่วร้ายต่อไป

 

ขณะที่ คนขับแท็กซี่ วัย 57 ปี กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนจอดรอรับลูกค้าที่หน้าตลาดบางใหญ่ซิตี้ มีเพื่อนแท็กซี่บอกว่ามีลูกค้าต้องการใช้รถแท็กซี่ 2 คัน ตนจึงวนรถมาจอดข้างคอนโดบางใหญ่ซิตี้ จากนั้นมีผู้ชายลงจากลงรถเก๋งสีดำ และเดินมาบอกกับตนว่า ทะเลาะกับเเฟนสาว ให้ตนไปรอรับแฟนสาว เพราะเเฟนไม่นั่งรถไปกับตน

 

จากนั้นตนกับเพื่อนเเท็กซี่จึงไปรอรับตรงจุดที่ฝ่ายชายเเจ้ง โดยฝ่ายชายนั่งรถแท็กซี่อีกคันตามหลังกันมา โดยทางฝ่ายชายบอกให้ตนไปส่งแฟนที่รถเก๋งจอดไว้ เมื่อถึงที่หมายฝ่ายชายเปิดประตูรถด้านหน้าและจับแขนของน้องผู้หญิง ซึ่งตอนนั้นตนไม่ได้ล็อครถ แต่ถ้าล็อคแล้วมีคนเปิด ตัวล็อคจะดีดขึ้นทำให้สามารถเปิดรถได้ ตนก็เห็นว่าฝ่าชายดึงน้องผู้หญิงออกจากรถ และน้องผู้หญิงร้องไห้ ตนจึงคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นสามีภรรยากัน

 

จากนั้นฝ่ายชายยื่นค่าโดยสารให้เป็นจำนวนเงิน 260 บาท ซึ่งให้เยอะกว่าที่มิเตอร์ขึ้น และบอกกับตนว่าไม่ต้องทอนให้ค่าเสียเวลา ตนจึงวนรถกลับออกมาเพื่อหาลูกค้ารายต่อไป ซึ่งตนยืนยันว่า ไม่ได้เห็นเหตุการณ์หลังจากนี้ เพราะตอนลงจากรถทุกอย่างก็ปกติดี ถ้ามีการทำร้ายร่างกายภายในรถตน ก็จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างเเน่นอน

 

พ.ต.ท.ยศวิน เอี่ยมพุ่ม รอง ผกก.สอบสวน สภ.บางใหญ่ กล่าวว่า คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 6 ก.ค เวลาประมาณ 21.00 น. พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุว่ามีการทำร้ายร่างกาย ต่อมาผู้เสียหายเดินทางเข้ามาเเจ้งความ ส่วนผู้ต้องหาที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายทราบว่าเป็นสามีของผู้เเจ้ง ซึ่งทางพนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน

 

นอกจากนี้ ทางผู้แจ้งกล่าวหาว่า คนขับแท็กซี่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงต้องดูเจตนาว่าคนขับเเท็กซี่มีส่วนในการร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในการรวบรวมพยานหลักฐานและรอผลตรวจจากโรงพยาบาล ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง