เศรษฐกิจปีม้า รุ่งหรือร่วง ! บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลใหม่

เศรษฐกิจไทยในปี 68 ที่ผ่านมาไฟลุกโชน ต้องเผชิญสารพัดปัจจัยลบจากภายในประเทศและภายนอกในประเทศรุมเร้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าการค้าแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กระทบภาคส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ จากการถูกเก็บภาษีที่สูงกว่าคู่แข่งสำคัญ เช่น จีน อาเซียน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการบริโภคที่ลดลง ทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง
นอกจากนี้ปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชานำไปสู่การปะทะเดือด ตลอดจนเหตุการณ์แผ่นดินไหว อุทกภัยน้ำท่วมในภาคใต้ และการประกาศยุบสภาของรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ทำให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชนหั่นเป้าจีดีพีไทยกันเป็นทิวแถว เช่น ธนาคารโลกปรับลดจีดีพี ไทยปี 68 เหลือ 1.8% จากเดิมเติบโต 2.9% สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หั่นจีดีพีเหลือ 2.1% จากเดิมโต 3% ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ลดเป้าจีดีพของไทยขยายตัวเพียง 2% จากเดิมโต 2.7% เป็นต้น
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 69 จะเป็นปีม้าไฟหรือไม่ และมีความเสี่ยงที่ต้องเผชิญมากน้อยแค่ไหน ในวันนี้ TNN Online ได้รวบรวมข้อมูลจากสำนักวิจัยต่าง ๆ จะมีรายละเอียดอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลยค่ะ
เริ่มจาก “ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ” (SCB EIC) คาดการณ์จีดีพีปี 69 ที่เติบโตที่ 1.5% ถือว่าโตต่ำกว่า 2% ในรอบ 30 ปี หากไม่นับรวมปีที่ประเทศไทยเจอวิกฤต ได้แก่ วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตน้ำท่วมปี 54 การรัฐประหาร รวมถึงวิกฤตโควิด การโตต่ำกว่า 2% นี้จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสำหรับเศรษฐกิจไทยและเรามองว่าการเติบโตระดับนี้ไม่ควรเป็นเรื่องปกติหรือ New Normal
ขณะที่ส่งออกติดลบ 1.5% ซึ่งลดลงอย่างมากจากปี 68 ที่ขยายตัวถึง 10.8% ด้านภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจะเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นจาก 32.9 ล้านคน เป็น 34.1 ล้านคน หรือเติบโตประมาณ 4% จากปี 68 ติดลบ 7% อย่างไรก็ตาม จำนวนดังกล่าวยังห่างไกลจากตัวเลขก่อนโควิดที่ 40 ล้านคนมาก สาเหตุหนึ่งของการฟื้นตัวช้าคือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศต่างๆ ที่ต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวของตนเอง
ส่วนปัจจัยภายใน ได้แก่ ภาวะการเงินที่ตึงตัว โดยการบริโภคภาคครัวเรือน คาดว่าจะชะลอตัวลงมาประมาณ 1.9% เนื่องจากแนวโน้มรายได้ครัวเรือนยังคงมีความเปราะบาง คาด กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0 % ในปี 69
ตามติดด้วย “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 69 โดย คาดว่าจีดีพีโตเพียง 1.6% จากปี 68 จะขยายตัว 2% โดยส่งออกหดตัว 1.2% จากปี 68 บวก 11% ส่งผลทำให้แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยลดลง ขณะที่การท่องเที่ยวที่จะยังฟื้นตัวกลับมาได้ไม่เต็มที่ คาดว่าอยู่ที่ 34.1 ล้านคน จากปี 68 อยู่ที่ 32.9 ล้านคน
ส่วนการบริโภคของครัวเรือนที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง ส่วนหนึ่งจากแรงหนุนจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอาจลดลงตามข้อจำกัดทางการคลัง โดยคาดว่า กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายต่ออีก 1 ครั้ง ในปี 69 นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด
ด้าน "ศูนย์วิจัยกลุ่มธนาคารเกียรตินาคินภัทร " (KKP Research) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตช้าลงอยู่ที่ 1.6-1.8% จากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโต 2% จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้การฟื้นตัวไม่เต็มที่ และไทยเผชิญความเสี่ยงจากกำลังซื้ออ่อนแอ การแข่งขันสูง และผลกระทบเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
โดย KKP แนะนำให้รัฐบาลใหม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มทักษะแรงงาน และลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่เพื่อหาเครื่องยนต์ใหม่ทดแทนอุตสาหกรรมเดิมที่ กำลังชะลอตัวลง การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคเศรษฐกิจใหม่ได้จริง ทั้งในมิติของแรงงานที่ต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษา นโยบายปรับปรุงคุณภาพแรงงาน พิจารณาผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะจากต่างประเทศ และการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานด้านความง่ายในการทำธุรกิจ ลดการคอร์รัปชัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ประเมินเศรษฐกิจปี 69 ขยายตัว 1.6% ชะลอลงจากปี 68 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี จากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 68 จนถึงครึ่งแรกของปี 69 แม้ว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากการขึ้นภาษีนำเข้าศุลกากรของทรัมป์จะไม่รุนแรงอย่างที่เคยประเมินไว้ แต่ปัจจัยชั่วคราวที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเร่งส่งออกสินค้าซึ่งส่งผลบวกต่อกิจกรรมในภาคส่งออกและภาคอุตสาหกรรมจะทยอยหมดลง ขณะที่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เคยผลักดันเศรษฐกิจในอดีตก็มีข้อจำกัดในการเติบโต และยังไม่มีตัวไหนเป็นเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
โดยปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญในปี 69 ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวของภาคส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง การบริโภคภาคเอกชนมีข้อจำกัดในการเติบโตมากขึ้น หลังเม็ดเงินกระตุ้นการจับจ่ายถูกดึงมาใช้ตั้งแต่ปลายปี 68 มาจนถึงต้นปี 69 และอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อประชาชนและเม็ดเงินที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี
นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงเกินกว่า 80% ของจีดีพีมาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี จะยังคงบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้แรงซื้อในหมวดสินค้าคงทน (เช่น รถยนต์และที่อยู่อาศัย) อาจยังไม่สามารถกลับสู่ระดับเดิมเหมือนในอดีต
ฝั่ง “สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” (สศช.) มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% (ค่ากลางอยู่ที่ 1.7%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทาง การค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก และภาระหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง รวมทั้งความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก และบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อน และหลังการเลือกตั้ง
โดยในกรณีฐาน คาดว่าการอุปโภคบริโภคขยายตัว 2.1% และการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 0.9% ส่งออกหดตัว 0.3% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากปี 68 ขยายตัว 11.2% อัตราเงินเฟ้อ เฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.0-1.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของจีดีพี
ขณะที่ "ธนาคารแห่งประเทศไทย " (ธปท.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 69 จะขยายตัวที่ระดับ 1.5% จากระดับ 2.2% ในปี 68 เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว
ส่วนSMEs ถูกกดดันจากปัญหาสภาพคล่องจากการปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น คาดว่าส่งออกขยายตัว 0.6% จากปี 68 ขยายตัวที่ 12% และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน จากปี 68 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน
โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเอกชน แม้ว่าจะแผ่วลงบ้าง แต่ก็ยังเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยามนี้ คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนในปีม้าขยายตัว 2.2% จากปี 68 ขยายตัว 2% และการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวที่ 1.9% จากปี 68 ขยายตัว 2.4%
ส่วนการลงทุนภาครัฐจะอ่อนแรงลงอย่างมาก ธปท.คาดว่า จะขยายตัวเพียง 0.8% จากปี 68 อยู่ที่ 7.1% ขณะที่การอุปโภคภาครัฐจะขยายตัวที่ 0% จากปี 68 ขยายตัวที่ 0.3%
ฟาก “ธนาคารพัฒนาเอเชีย” (ADB) ประเมินจีดีพีไทยปี 69 โตเพียง 1.6% จากปี 68 โต 2% เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า การท่องเที่ยวหดตัว และหนี้ครัวเรือนที่สูง คาดว่า การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ ประกอบกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นภาคการขนส่ง จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของประเทศให้เดินหน้าไปได้
โดยจีดีพีไทยขยายตัวต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับทุก 6 ชาติชั้นนำอาเซียนทั้ง 2 ปีติดต่อกัน โดยในปี 68 พบว่าเวียดนามโต 7.4% อินโดนีเซียโต 5% ฟิลิปปินส์โต 5% มาเลเซียโต 4.5% สิงคโปร์โต 4.1% และไทย 2%
ขณะที่ปี 69 เวียดนามโต 6.4% ฟิลิปปินส์โต 5.3% อินโดนีเซียโต 5.1% มาเลเซียโต 4.3% สิงคโปร์โต 2.1% และไทยโต 1.6%
ปิดท้าย "กองทุนการเงินระหว่างประเทศ" (ไอเอ็มเอฟ) มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 69 จะมีอัตราการขยายตัวเพียง 1.6% จากปี 68 ขยายตัว 2.1% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สำหรับอัตราเงินเฟ้อไอเอ็มเอฟ คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องและทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1 – 3% ได้ภายในปี 70 ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงด้านลบอยู่ ขณะที่ส่งออกชะลอจากผลกระทบภาษีทรัมป์
ส่วนหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ทางการไทยควรใช้นโยบาย การคลังแบบเฉพาะจุดและระมัดระวัง พร้อมกับมีแผนการเข้าสู่สมดุลการคลังระยะปานกลาง (medium-term consolidation strategy) ที่น่าเชื่อถือ ส่วนนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และอาจผ่อนคลายได้เพิ่มเติมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปสงค์และเงินเฟ้อ
จากมุมมองของสำนักวิจัยในประเทศและต่างประทศสะท้อนมุมมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยในปี 69 ยังเจอแรงกดดัน จากปัจจัยภายนอกและภายใน และ ความเสี่ยงเชิง “สุญญากาศทางการเมือง” ที่กระทบการลงทุนและการเบิกจ่ายงบประมาณปี 70 อาจจะความล่าช้า การส่งออกไทยถูกบีบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ความตึงเครียดในระบบการค้าโลกและภูมิรัฐศาสตร์ หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงกำลังซื้อหด ส่งผลให้จีดีพีโตต่ำกว่าศักยภาพจริงของประเทศ
คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศจะนำนโยบายที่หาเสียงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่การจะเห็น "แสงสว่างปลายอุโมงค์" หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำนโยบายมาปฏิบัติจริง การบริหารจัดการที่โปร่งใส และการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนอย่างตรงจุดหรือไม่ ซึ่งฝากการบ้านไว้กับรัฐบาลใหม่ จะปลุกเศรษฐกิจไทยได้แค่ไหน....
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
