"ศุภจี" ผนึกกำลัง ทีมไทยแลนด์ รับฟังเอกชนทุกภาคส่วน งัดมาตรการรับมือวิกฤตน้ำมันแพง เริ่มด่วน "ไทยช่วยไทย"

"ศุภจี" ผนึกกำลัง ทีมไทยแลนด์ งัดมาตรการรับมือวิกฤตน้ำมันแพง ความท้าทายโลก เริ่มด่วน "ไทยช่วยไทย"
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในนาม “ทีมไทยแลนด์” รับมือความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น
โดยการประชุมประกอบไปด้วย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมผู้แทนภาคเอกชนจากหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยฯ นายกุลวุฒิ วนาสวัสดิ์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม และเครื่องสำอาง รวมถึงนายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มท่องเที่ยว สุขภาพ ไมซ์ และกีฬา และประธานสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters
นางศุภจี ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ภาคธุรกิจวางแผนได้ยากขึ้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม โดยเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทย ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
"มาตรการระยะเร่งด่วน" กระทรวงพาณิชย์เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย นำสินค้าจำเป็นกว่า 1,000 รายการมาลดราคาสูงสุดถึง 58% โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมวางแผนต่อยอดให้สินค้าชุมชนและ SMEs เข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดในอนาคต
ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มเติม เช่น การขยายโครงการธงฟ้าเคลื่อนที่ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดสู่กลุ่มเปราะบาง และช่วยระบายผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษให้กับร้านอาหารปรุงสำเร็จ โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
"มาตรการระยะยาว" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ย้ำว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น (Extreme Polarization) และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะที่โครงสร้างการส่งออกของไทยยังคงกระจุกตัวในบางตลาด
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ จำนวนผู้ประกอบการ SMEs ที่ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงานทั้งการยกระดับ (Up-skill) และการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) ควบคู่ไปกับการขยายตลาดต่างประเทศ
ในด้านการค้า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งขณะนี้เข้าสู่การเจรจารอบที่ 8 และเหลือประเด็นสำคัญราว 20–30% โดยตั้งเป้าสรุปผลโดยเร็ว พร้อมทั้งรักษาตลาดเดิมและขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย และเอเชียกลาง ควบคู่กับการผลักดันความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป และการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และเทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) รวมถึงอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้วางกรอบยุทธศาสตร์การค้าไทยภายใต้ 4 เสาหลัก โดยเน้นการบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนให้มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ประกอบไปด้วย
1. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)
2. การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (Security & Stability)
3. การกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง (Inclusive)
4. การปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลง (Resilient Agility)
ด้านภาคเอกชน โดยกลุ่มสมาคมการค้า 15 Clusters ได้เสนอแนวทางสำคัญต่อภาครัฐ อาทิ การบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
การหารือครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
