ทางสองแพร่งน้ำมันไทย รัฐบาลจะยอมเสียรายได้ภาษี หรือผลักภาระหนี้กองทุนน้ำมันให้คนไทย

กรุงเทพธุรกิจ และสื่อชั้นนำบางสำนักของไทย รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวกระทรวงการคลังว่า ไม่อยากให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการไปแล้ว
เพราะหากลดภาษีดีเซล 1 บาทต่อลิตร รัฐจะเสียรายได้เดือนละ 2,000 ล้านบาท
หากลดภาษีน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซิน 3 บาทต่อลิตร รัฐจะเสียรายได้ถึง 8,400 ล้านบาทต่อเดือน
และหากไปสุดซอย ลดภาษีน้ำมัน 5 บาทต่อลิตร เหมือนช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน รัฐจะเก็บภาษีได้ลดลงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือหมายถึงเงินภาษีรัฐจะได้ หายไป 168,000 ล้านบาท เพื่อช่วยอุ้มราคาน้ำมัน
แหล่งข่าวคนนี้ จึงชี้ว่า อยากให้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันชดเชย กดราคาน้ำมันให้ต่ำต่อไปจะดีกว่า ด้วยการขยายเพดานเงินกู้ถึง 150,000 ล้านบาท
แต่รู้ไหมว่า นี่คือการเอาเงินอนาคตมาใช้ และเมื่อกู้เงิน ก็ต้องใช้หนี้ และคนที่ต้องช่วยใช้หนี้กองทุนน้ำมันก็คือผู้ใช้น้ำมันอย่างประชาชน
เพราะเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับลดลง แต่ประชาชนคนไทยยังต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงต่อไป เพื่อเก็บเงินเข้ากองทุน ไปชำระหนี้แสนล้านก้อนนี้คืน
นักวิชาการบางท่าน เสนอแนวคิดว่า ทำไมไม่เก็บภาษีลาภลอย ซึ่งเป็นภาษีจากกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงานหรือโรงกลั่นน้ำมัน เพิ่มแทน ดังที่ พรรคประชาชนเสนอ เพราะตอนนี้ค่าการกลั่นพุ่งจากบาทสองบาท เป็นถึง 13.9 บาท
หากทำแบบสหภาพยุโรปที่เก็บภาษีลาภลอย 33-80% จะดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้ากองทุนน้ำมันได้ทันที
แต่หากทำเช่นนี้ ก็จะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน เพราะรัฐหักดิบรีดภาษีและลดกำไรโรงกลั่นแทน
นี่จึงเป็นทางเลือกที่ยากลำบากสำหรับรัฐบาลว่า จะเลือกลดภาษีสรรพสามิต ตัดรายได้รัฐที่จะนำไปดำเนินนโยบาย หรือจะเพิ่มหนี้แสนล้าน แลกกับประชาชนอาจจ่ายค่าน้ำมันแพงต่อไปอีกพักใหญ่ เพื่อช่วยรัฐชำระหนี้
หรือพูดง่าย ๆ ว่า รัฐบาลจะเลือกความอยู่รอดของฐานะการคลังเป็นสำคัญ หรือ ผลักภาระหนี้ไปให้ประชาชนในอนาคตแทน
ท้ายสุด สิ่งที่อนุทิน ชาญวีรกูล แนะนำมาตลอด คือ ช่วยกันประหยัดให้มาก ๆ อาจเป็นแนวทางที่ดีทึ่สุด เพราะน้ำมันที่ถูกที่สุด คือน้ำมันที่เราไม่ได้ใช้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
