"ยา VV116" กับความหวังใหม่ในการรับมือ "ไวรัสนิปาห์" นักไวรัสวิทยา ไขข้อสงสัยทำได้จริงหรือ?

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana เกี่ยวกับยา VV116 โดยระบุว่า
ยา VV116 กับความหวังใหม่ในการรับมือไวรัสนิปาห์?
สถานการณ์การระบาดของไวรัสนิปาห์ในประเทศอินเดียสร้างความกังวลต่อโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-70% และยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ การปรากฏขึ้นของงานวิจัยเกี่ยวกับยา VV116 จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและไม่ตื่นตระหนกหรือคาดหวังเกินจริง เราจำเป็นต้องถอดรหัสงานวิจัยชิ้นนี้อย่างละเอียด
งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Emerging Microbes & Infections เป็นการศึกษาในระดับ"พรีคลินิก" ที่มุ่งเน้นการนำยา VV116 ซึ่งเป็นยาเม็ดกลุ่มนิวคลีโอไซด์ที่เคยใช้รักษาโควิด-19 มาทดสอบประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสนิปาห์ ทีมวิจัยได้เริ่มต้นจากการทดสอบในหลอดทดลอง (In vitro) โดยใช้เซลล์ Vero E6 และพบว่า VV116 รวมถึงสารเมตาบอไลต์ของยาตัวนี้ สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสนิปาห์ได้ทั้งสายพันธุ์มาเลเซียและสายพันธุ์บังคลาเทศ
โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งไวรัสได้ดีเทียบเท่ากับยา Remdesivir และดีกว่ายา Favipiravir อย่างมีนัยสำคัญ จากนั้นผู้วิจัยได้ขยับไปสู่การทดสอบในสัตว์ทดลองคือหนูแฮมสเตอร์ เพื่อดูเภสัชจลนศาสตร์ หรือการกระจายตัวของยาในร่างกาย ซึ่งผลลัพธ์น่าสนใจมากเพราะเมื่อให้ยาทางปาก ตัวยาสามารถกระจายไปยังปอด ม้าม และที่สำคัญคือสามารถผ่านเข้าสู่สมองได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะไวรัสนิปาห์มักก่อให้เกิดสมองอักเสบ
สิ่งที่งานวิจัยนี้ "เคลม" หรือยืนยันได้ทางวิทยาศาสตร์ในขณะนี้คือ ยา VV116 มีศักยภาพในการเป็นยาต้านไวรัสนิปาห์ที่มีประสิทธิภาพสูงในสัตว์ทดลอง การให้ยา VV116 ทางปากแก่หนูแฮมสเตอร์ที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในปริมาณที่ทำให้ถึงแก่ความตาย (Lethal dose) สามารถลดปริมาณไวรัสในปอดและสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อปอดได้ เมื่อพิจารณาอัตราการรอดชีวิต พบว่ากลุ่มที่ได้รับยา VV116 ขนาด 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาอย่างชัดเจน และสามารถรักษาน้ำหนักตัวไว้ได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับความจริงว่าในการทดลองนี้ ยาไม่ได้ช่วยให้สัตว์ทดลองรอดชีวิตได้ 100% ในทุกกรณี (รอดชีวิตประมาณ 66.7% ที่จุดสิ้นสุดการทดลองสำหรับโดสสูงสุด) แต่ก็นับว่าดีกว่ากลุ่มควบคุมที่เสียชีวิตทั้งหมด
การตีความผลลัพธ์นี้บ่งชี้ว่า VV116 เป็น Candidate ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ ข้อได้เปรียบของ VV116 คือเป็น "ยาเม็ดสำหรับรับประทาน" ซึ่งต่างจาก Remdesivir ที่ต้องฉีดเข้าเส้นเลือด ทำให้การบริหารจัดการยาในพื้นที่ระบาดทำได้ง่ายกว่ามาก นอกจากนี้ การที่ยานี้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยในมนุษย์มาแล้วจากการใช้รักษาโควิด-19 ทำให้เราอาจจะสามารถข้ามขั้นตอนการทดสอบความปลอดภัยเบื้องต้นไปได้ และสามารถเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกในผู้ป่วยนิปาห์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นหากเกิดการระบาดใหญ่
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
สำหรับการสื่อสารไปยังประชาชนทั่วไปนั้น ควรเน้นย้ำด้วยความระมัดระวังว่า "นี่คือข่าวดี แต่ยังไม่ใช่บทสรุป" ควรสื่อสารว่าขณะนี้วงการวิทยาศาสตร์ค้นพบยาที่มีแนวโน้มสูงว่าจะใช้รักษาโรคนิปาห์ได้ผลดี และยานั้นมีความพร้อมที่จะนำมาทดสอบใช้จริงหากจำเป็น แต่ต้องไม่สร้างความเข้าใจผิดว่าเรามียารักษาที่การันตีผลหายขาด 100% แล้ว ประชาชนควรทราบว่ายานี้ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดปริมาณไวรัส และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้จากการทดลองในสัตว์ทดลอง ยังไม่ใช่ในคน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการสรุปถึงสรรพคุณดังกล่าว มาตรการป้องกันตนเอง การเฝ้าระวังการสัมผัสสัตว์พาหะ และสุขอนามัย ยังคงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด การมีตัวยา VV116 เป็นเหมือนการมีอาวุธสำรองที่อุ่นใจขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
Note: ในงานวิจัยนี้ ทีมวิจัยได้ใช้ Remdesivir มาเป็น Benchmark เพื่อวัดประสิทธิภาพของ VV116 ผลการทดลองพบว่า Remdesivir สามารถยับยั้งไวรัสนิปาห์สายพันธุ์มาเลเซีย (NiV-M) ได้ โดยมีค่า EC50 อยู่ที่ 1.67 µM ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่มีประสิทธิภาพสูง ในขณะที่ VV116 ทำได้ที่ 0.86 µM ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกันมากในทางยา เนื่องจาก Remdesivir เป็นยาที่ใช้ในประเทศไทยอยู่แล้ว จากการศึกษานี้ก็น่าจะเป็นทางเลือกในการรักษาได้เหมือนกัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
