รีเซต

"สงครามหุ่นยนต์โลก" อีลอน มัสก์ เตือน AI และหุ่นยนต์จะมากกว่ามนุษย์ "จีน–สหรัฐฯ" แย่งชิงผู้นำเทคโนโลยี

"สงครามหุ่นยนต์โลก" อีลอน มัสก์ เตือน AI และหุ่นยนต์จะมากกว่ามนุษย์ "จีน–สหรัฐฯ" แย่งชิงผู้นำเทคโนโลยี
TNN ช่อง16
10 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:00 )
6

นับถอยหลังจุดเปลี่ยนโลก เมื่อหุ่นยนต์จะมีเยอะกว่ามนุษย์ "อีลอน มัสก์" ทำนายระบบเศรษฐกิจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ศึกใหญ่ สหรัฐ-จีน ท้าชิงผู้นำเกม 


อีลอน มัสก์ ทำนายว่าอนาคตโลกนี้จะมีหุ่นยนต์มากกว่าประชากรมนุษย์ เพราะการเติบโตของเอไอที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โลกจะอยู่ภายใต้ระบบอัตโนมัติ เป็นตัวเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจโลก  


โลกอนาคตหุ่นยนต์จะมากกว่ามนุษย์ และในอีกห้าปีเอไอจะฉลาดกว่ามนุษย์ทุกคนรวมกัน จับตาคำทำนายนี้เอาไว้ให้ดี จากปากของ อีลอน มัสก์ เจ้าพ่อแห่งเทคโนโลยีของโลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เทสลา SpaceX และผู้ก่อตั้งบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ xAI ที่ล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขาได้สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับชาวโลก ด้วยการไปปรากฏตัวบนเวทีของสภาเศรษฐกิจโลก ในการประชุม World Economic Forum ประจำปี 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นการเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ เพราะก่อนหน้านี้อีลอน มัสก์ ได้เคยวิพากษ์วิจารณ์เวทีนี้เอาไว้เมื่อหลายปี โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้นำของภาครัฐและภาคเอกชนจากทั่วโลกหารือเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ 


บนเวทีเสวนาดังกล่าว อีลอน มัสก์ระบุเลยว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ และหุ่นยนต์กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยกล่าวว่า AI จะฉลาดกว่า “มนุษย์ทุกคนรวมกัน” ภายในอีกห้าปีข้างหน้านี้ ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยี AI ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น 


และภายใต้การผลิตและบริการที่มีการอาศัยระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ จะส่งผลทำให้ปริมาณการใช้หุ่นยนต์มนุษย์ หรือ Humanoid Robot จะเพิ่มขึ้น มากจนเท่ากับจำนวนประชากรมนุษย์ หรืออาจจะมีมากเกินกว่าจำนวนประชากรมนุษย์ ซึ่งจะมาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานในหลายอุตสาหกรรม และมีผลต่อรูปแบบการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจด้วย และขณะเดียวกัน ทาง Tesla เองก็พร้อมแล้ว โดยเตรียมเริ่มจำหน่ายหุ่นยนต์ Optimus ให้แก่สาธารณะภายในปีหน้าหรืออนาคตอันใกล้นี้ 


คำพูดดังกล่าวของมัสก์ ครั้งนี้ที่ดาวอส สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ เมื่อ 2 ปีก่อน (2024 ) ที่เขาเคยกล่าวว่าในการประชุม Future Investment Initiative ระบุว่าโลกในบี้อาจมีหุ่นยนต์มนุษย์ มากถึง 1 หมื่นล้านตัวภายในปี 2040 ซึ่งหมายความว่าจะมีจำนวนมากกว่าจำนวนประชากรของมนุษย์นั่นเอง โดยปัจจัยขึ้นอยู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตและอัตโนมัติ 


ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนเกินจริงหรือไม่ สำหรับโลกแห่งอนาคต เหมือนในหนังไซไฟที่เราเคยดูกัน แต่ในแง่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม เทสลาได้ทำจริงไม่ใช่เพียงแค่พูดเล่น โดยเทสลาได้ใส่เกียร์เดินหน้าเต็มสูบผลักดัน พัฒนา และลงทุนก้อนโต ใส่ในโครงการผลิตหุ่นยนต์มนุษย์ ที่แบกความหวังไว้ว่านี่คือการเปลี่ยนโลก 


โดยปีนี้ (2026) เทสลาได้ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ วางแผนที่จะใช้เงินลงทุนมากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตของหุ่นยนต์มนุษย์และระบบขับขี่อัตโนมัติ เช่น Robotaxi และเทคโนโลยี AI ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ปีที่ผ่านมา เทสลา กับสินค้ายานยนต์ไฟฟ้า ต้องเจอแรงกดดันอย่างหนักจากการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาด และสงครามราคา รวมถึงการยกเลิกสิทธิประโยชน์ภาษี จนทำให้รายได้ลดลง 3% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 9.4 หมื่นล้านดอลลาร์ 


แผนในปีนี้จึงเปลี่ยนทิศไป โดยเทสลาจะเปลี่ยนสายการผลิตจากรถยนต์รุ่น Model S และ Model X ไปเป็นสายการผลิตหุ่นยนต์มนุษย์ Optimus Gen 3  ซึ่งบริษัทตั้งเป้าการผลิตสูงสุดไว้ที่หนึ่งล้านหน่วยต่อปี เมื่อสายการผลิตเดินเครื่องได้เต็มกำลัง โดยมีการคาดการณ์ว่าจะพร้อมวางจำหน่ายแก่สาธารณชนภายในปีหน้า (2027) 


ขณะเดียวกันหากเรามองในมิติของเศรษฐกิจโลก สิ่งที่อีลอน มัสก์ ได้ออกมาพูดในเวทีดาวอส ได้สะท้อนให้เราเห็นได้เห็นว่า การลงทุนในระบบอัตโนมัติและ AI จะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจในทศวรรษหน้านี้ และความสามารถของหุ่นยนต์มนุษย์จะมาช่วยเพิ่มผลผลิตในภาคอุตสาหกรรม การบริการ และงานที่ต้องใช้แรงงานแทนที่มนุษย์จริงๆ อย่างต่อเนื่อง 


 

หุ่นยนต์มนุษย์ คือ การแข่งขันก้าวต่อไปของสงครามเทคโนโลยีโลก ระหว่างสหรัฐฯ และ จีน ที่ต้องการขึ้นเป็นผู้นำ เป็นผู้กำหนดทิศทาง


อีลอน มัสก์ระบุว่าจีนคือ คู่แข่งที่สำคัญที่สุดของสหรัฐอเมริกาในตลาดหุ่นยนต์มนุษย์  เช่นเดียวกับที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่เคยเผชิญมาก่อนแล้ว โดยมองว่าจีนมีความได้เปรียบชัดเจนทั้งด้านระบบการผลิตจำนวนมาก และยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเร่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ตอกย้ำถึงภาวะสงครามเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่เจอแรงกดดันอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งการควบคุมการส่งออกชิปจากสหรัฐฯ และการจำกัดการส่งออกแร่หายากของจีน และกลายเป็นการแข่งขันระดับโลก ที่ถูกมัดรวมกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์อย่างที่เราไม่สามารถแยกออกจากกันได้ 


ข้อมูลล่าสุด เป็นตัวเลขจากหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมของจีนแสดงว่ามีบริษัทด้านหุ่นยนต์อัจฉริยะมากกว่า 451,700 แห่ง ในปี 2024 โดยมีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 6.44 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 888,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่าจีนมีศักยภาพสูงในการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในระดับที่สอดคล้องกับการแข่งขันระดับโลก


ในปีที่ผ่านมา บริษัทจีนด้านหุ่นยนต์ เช่น Unitree Robotics และ AgiBot มีส่วนแบ่งการจัดส่งหุ่นยนต์ humanoid ถึงมากกว่า 39% ของตลาดโลก  โดยจัดส่งหุ่นยนต์ humanoid มากกว่า 5,100 หน่วย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป และสะท้อนให้เห็นศักยภาพการแข่งขันด้านตัวเลขการผลิตและความสามารถในการแข่งขันด้านราคา


อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องผลกระทบต่อแรงงานจากเอไอ หรือหุ่นยนต์ ยังเป็นหัวข้อถกเถียงในดาวอส โดยมีตัวแทนองค์กรแรงงานระดับนานาชาติเตือนว่า หากการใช้งาน AI และหุ่นยนต์เพื่อทดแทนงานมนุษย์ดำเนินไปอย่างไม่มีกลไกรองรับ อาจเกิดแรงกดดันต่อฐานรายได้และอาจนำไปสู่สภาวะความไม่เสถียรของตลาดแรงงาน 


รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่ามีการประเมินว่า 40% ของงานทั่วโลกอาจได้รับผลกระทบจากการใช้งาน AI ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วตัวเลขงานที่รับผลกระทบที่ว่านี้จะสูงถึง 60% ซึ่งหมายความว่าเอไอจะมีผลต่อการจ้างงานในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ


นอกจากนี้ยังมีเสียงเตือนจากรายงานอีกหลายฝ่าย ที่พบว่าการขยายตัวของ AI และระบบอัตโนมัติอาจสร้างความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาส เพราะการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกที่มีมากกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ยังมุ่งไปที่เศรษฐกิจรายได้สูง ในขณะที่ประเทศรายได้ต่ำยังเข้าถึงเทคโนโลยีได้จำกัด หากไม่มีนโยบายทางสังคมและการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำหนักขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง