เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Down ในกรอบ 1,475-1,490 จุด จากแรงกดดัน Bond Yield สหรัฐฯที่ปรับขึ้นโดยอายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.47% หลังเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯเดือน เม.ย. สูงกว่าคาด (Headline +3.8% y-y Core +2.8% y-y) และคืนนี้ต้องติดตามเงินเฟ้อ PPI (ตลาดคาด +0.5% m-m, +4.9% y-y) ส่งผลให้เริ่มเกิดแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม Tech-AI ระยะสั้นหลังจากพุ่งขึ้นร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า
ด้านราคาน้ำมันดิบไต่ระดับขึ้นโดย Brent อยู่ที่ US$107 ต่อบาร์เรล สะท้อนข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันที่เปราะบาง ทำให้มีโอกาสที่สหรัฐฯ-อิหร่านอาจกลับมาโจมตีกันอีกครั้งในอนาคต โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาการพบกันระหว่าง Trump-Xi ในวันที่ 13-15 พ.ค. ซึ่งจะหารือทั้งประเด็นการค้า AI แร่หายาก และตะวันออกกลาง
ด้านปัจจัยในประเทศแม้จะมีปัจจัยกดดันเชิง Sentiment ระยะสั้นต่อพรก.เงินกู้ 4 แสนลบ. แต่คาดว่าท้ายที่สุดรัฐบาลจะสามารถเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้ ส่วนผลประกอบการบจ. 1Q26 โดยรวมที่ดีกว่าคาดมองว่ายังช่วยจำกัด Downside ของ EPS ทั้งปี อย่างไรก็ตามเราประเมิน Upside เหนือระดับ 1,500 จุดสำหรับ SET Index ยังจำกัด จนกว่าสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานจะผ่อนคลายลง โดยต้องอาศัยกระแสเงินทุนต่างชาติที่จะผลักดันดัชนีขึ้นหากรอบ 1,550-1,600 จุด และคาดหวังเห็น Sector Rotation ออกจากกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี เข้าสู่กลุ่ม Domestic Play มากขึ้นใน 2H26
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่แนวโน้มกำไร 1Q26 แข็งแกร่งและแนวโน้มถูกกระทบจำกัดจากสงคราม
หุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : TRUE
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 16.66 บาท
• แนวโน้มรายได้ 2QTD ยังแข็งแรงแม้เศรษฐกิจจะเริ่มถูกกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะไม่มีการทำสงครามราคา ขณะที่ฝั่งต้นทุนบริษัทมองผลกระทบจากค่าไฟจำกัด และจะเริ่มนำ AI เข้ามาบริหารจัดการต้นทุนมากขึ้น
• Consensus คาดกำไรปี 2026 เฉลี่ยที่ 2.46 หมื่นลบ. เติบโตราว 30% y-y โดดเด่นกว่า ADVANC และอาจมี Upside อีกเล็กน้อย ขณะที่ Valuation ซื้อขายบนระดับ PER ราว 20 เท่า ใกล้เคียงกัน ส่วน Dividend Yield คาดราว 3-4% ต่อปี จ่ายทุกไตรมาส
• แนวรับ 13.90//13.50 บาท แนวต้าน 14.70-15 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดตลาดยังเป็นช่วงของการปรับฐาน ดัชนีฯ ยังผันผวน MSCI จะประกาศหุ้นคำนวณดัชนีฯ มาแล้วเมื่อเช้าวันนี้ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่จะยังกังวลในทิศทางตลาดเช่นเดิม ประเมินกรอบการปรับฐานของดัชนีฯ รอบนี้ จะอยู่แถวๆ 1450-1470 จุด
ปัจจัยในประเทศ
- มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล: มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล: กระทรวงการคลังจะเสนอการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 19 พ.ค. 69 โดยจะนำเสนอพร้อมกับโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งจะครอบคลุมโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" และโครงการ "เติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ล่าสุด ครม. ได้ไฟเขียวงบกลาง 1.6 พันล้านบาท เพื่ออุดหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครอบคลุม 13.33 ล้านคนแล้ว
- MSCI Rebalance: ประกาศชื่อหุ้นเข้า/ออกในการคำนวณดัชนีฯ MSCI โดยครั้งนี้ ไม่มีหุ้นเข้า/ออก ใน MSCI Standard Index (หุ้นใหญ่) แต่ Global Small Cap มีหุ้นเข้า 2 ตัว คือ MRDIYT, TFG และมีหุ้นออก 1 ตัว คือ TOA …. นอกจากการปรับหุ้นเข้า/ออก ตามปกติแล้ว รอบนี้ จะมีการปรับวิธีการคำนวณ Free Float ของหุ้นแต่ละตัว (ปัดเศษทศนิยม) เรากำลังประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโอกาสในการปรับน้ำหนักของหุ้นหลักอย่าง DELTA เนื่องจากหุ้นที่ถูกเพิ่มน้ำหนักจะทำให้กองทุนประเภท Passive Fund ต้องเข้าซื้อตามดัชนี ซึ่งมักจะผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในช่วงสั้น
- กำไรตลาดหุ้นไทย (1Q-26) โค้งสุดท้าย: ภาพรวมการรายงานผลประกอบการจนถึงปัจจุบันพบว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียน (Earnings Surprise) สูงกว่าคาด 11% และยอดขาย (Sales Surprise) สูงกว่าคาด 0.1% เราประเมินเบื้องต้นว่ากำไรงวด 1Q-26 ของบริษัทใน SET จะออกมาราว 2.8 แสนล้านบาท (+3% YoY) หนุนจาก Stock Gain ของกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรระวังคือแนวโน้มกำไรงวด 2Q และ 3Q ที่อาจถูกกระทบจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น
- การทบทวนมาตรการวีซ่า: ทางการไทยกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบวีซ่าเพื่อปราบปรามชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีข้อเสนอพิจารณาลดระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวกลุ่มฟรีวีซ่า 60 วันให้เหลือเพียง 30 วัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้สั่งตั้งคณะทำงานเพื่อทบทวนกฎเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว โดยย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการยกเลิกฟรีวีซ่าทั้งหมด เนื่องจากยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ การจัดระเบียบนี้อาจกระทบ Sentiment ท่องเที่ยวในระยะสั้น
- Fund Flow ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และเงินบาท: * นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,733.52 ล้านบาท
o สำหรับตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,631 ล้านบาท โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ปิดที่ 1.54% ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.01%
o เงินบาทปิดตลาดที่ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากช่วงเช้า โดยได้รับแรงกดดันจากทิศทางราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มแสดงความไม่พอใจต่อความล่าช้าในการเจรจายุติสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 10 สัปดาห์ โดยทรัมป์ได้ปฏิเสธข้อเสนอพักรบล่าสุดจากอิหร่าน พร้อมเรียกข้อเสนอดังกล่าวว่าเป็น "ขยะ" ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น กระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างหนัก และดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 3% ทะลุระดับ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การที่สองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ การยืดเยื้อทำให้ปัญหาด้าน Supply Chain และเงินเฟ้อเป็นตัวแปรที่รบกวนตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ต่อไป
- จับตาการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีน: ตลาดกำลังจับตาการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งในวันพฤหัสบดีนี้ (14 พ.ค.) โดยจะครอบคลุมการเจรจาด้านการค้า การแก้ปัญหาสงครามในอิหร่านและการคว่ำบาตรการซื้อน้ำมัน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเตรียมหยิบยกประเด็นการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไต้หวันขึ้นมาหารือด้วย
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,470 – 1,480 แนวต้าน 1,500 คาดดัชนีมีโอกาสชะลอตัวรอการรายงายกำไร บจ. Q1/69 และผลการประชุมสหรัฐ – จีน ต่อประเด็นข้อตกลงการค้า & ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แนะนำทยอยซื้อ GULF, GPSC คาดแนวโน้มขายไฟฟ้าใน Q2/69 ยังเติบโตดี / เก็งกำไรระยะสั้นหุ้นที่รายงานกำไร Q1/69 ออกมาดีกว่าคาด เช่น MINT, INSET, BA
PTTEP (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 164.00 บาท) ราคาน้ำมันดิบในระยะสั้น-กลาง มีปัจจัยหนุนจากความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงตึงเครียด แนวโน้มกำไร 2Q69 ปรับตัวขึ้น QoQ ไม่น่าจะต่ำกว่าระดับ 2 หมื่นล้านบาท คาดราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในระดับสูงราว US$90-110/bbl ปริมาณขาย +1%QoQ ราคาขายก๊าซฯ ขยับขึ้นเป็น US$6/MMBTU ตามรอบการปรับราคาในเดือน เม.ย.ด้าน Unit Cost ขยับมาที่ US$30/BOE สนับสนุนด้วยฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดที่มั่นคง คาดหวังอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงราว 6-7% ต่อปี
PYLON* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 4.01 บาท) กำไรสุทธิ1Q69 อยู่ที่ 77 ลบ.+324%YoY +8%QoQ กำไรทำจุดสูงสุดในรอบ 24 ไตรมาส หนุนด้วยรายได้ที่โตจากการแข่งขันที่ลดลง และรายได้จากงานกำแพงกันดิน Diaphragm Wall ที่มี Margin สูง ส่วนการดำเนินงานในช่วงถัดไป ยังมีโอกาสอยู่ในเกณฑ์ดีได้ต่อเนื่อง โดย Backlog ณ สิ้น 1Q69 แข็งแกร่งที่ 1,700 ลบ. สูงกว่า Pre-Covid 19 และ สูงกว่ารายได้ทั้งปี68 ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรปี69 และ 70 ของ PYLON* ที่ 264ลบ.+25%YoY และ 256ลบ.-3%YoY ตามลำดับ ในเชิง Valuation ยังน่าสนใจจาก Forward 69F PE ที่ 9x, และ Dividend Yield ที่ 8%
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
