สัญญาณโลกเดือด เขย่าฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ทำจมบาดาลหลายประเทศ!

หลายประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตกได้เผชิญโศกนาฏกรรมจากพายุฝนและลมกระโชกแรงต่อเนื่องตลอดช่วงต้นปีนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บ้านเรือนเสียหาย และโครงสร้างพื้นฐานพังถล่มใน สเปน โปรตุเกส และโมร็อกโก ท่ามกลางคำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์ว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจกำลังทำให้พายุรุนแรงและเกิดถี่ขึ้น
รายงานระบุว่า พายุหลายลูกที่ถาโถมเข้าภูมิภาคนี้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นเสมือน “ปืนกลทางบรรยากาศ” ที่ยิงกระหน่ำไม่หยุด แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่อาจยืนยันได้ชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของพายุแต่ละลูกหรือไม่ แต่หลักฐานทางวิชาการจำนวนมากชี้ว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มพลังทำลายล้างของพายุเหล่านี้
ในเมืองกราซาเลมา ทางตอนใต้ของสเปน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกชุกที่สุดของประเทศ ปริมาณฝนที่ควรตกตลอดทั้งปี กลับตกลงมาเพียงภายใน 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินรับไม่ไหว น้ำทะลักเข้าบ้านเรือนผ่านพื้น ผนัง และแม้แต่เต้าเสียบไฟฟ้า ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนทั้งเมืองเพื่อความปลอดภัย
ขณะที่ในโปรตุเกส พายุ “คริสติน” ทำให้เกิดลมกระโชกแรงรุนแรง วัดความเร็วลมได้สูงถึง 176 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนสถานีตรวจวัดจะเสียหาย ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์ถูกตัดขาดในหลายพื้นที่ บ้านเรือนจำนวนมากพังถล่ม มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุโครงสร้างถล่ม และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องออกปฏิบัติการรับมือเหตุที่เกี่ยวข้องกับพายุกว่า 50 ครั้งภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง
ด้านโมร็อกโก เมืองซาฟีและหลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วมฉับพลัน คลื่นโคลนพัดทำลายร้านค้าในย่านตลาดเก่า และคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 43 รายตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม ส่วนใหญ่เสียชีวิตในเขตเมืองเก่าที่มีตรอกซอกซอยแคบ ทำให้น้ำไหลเชี่ยวและยากต่อการอพยพ
การวิเคราะห์เบื้องต้นของ Climate Central พบว่า คลื่นความร้อนในทะเล (marine heatwave) ซึ่งช่วย “เสริมพลัง” ให้พายุในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีโอกาสเกิดมากขึ้นถึง 10 เท่า เนื่องจากผลของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ขณะที่การศึกษาของ World Weather Attribution ระบุว่า มลพิษจากคาร์บอนทำให้ฝนตกหนักขึ้น และทำให้น้ำท่วมมีความรุนแรงมากกว่าเดิม
ข้อมูลเชิงสังเกตยังชี้ว่า วันที่มีฝนตกหนักที่สุดในสเปน โปรตุเกส และโมร็อกโก ปัจจุบันมีปริมาณฝนมากกว่าช่วงทศวรรษ 1950 ถึงราว 1 ใน 3 แม้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศบางส่วนจะยังให้ผลที่แตกต่างกันก็ตาม
“แคลร์ บาร์นส์” นักวิทยาศาสตร์จาก Imperial College London ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิจัย ระบุว่า แม้แนวโน้มในภูมิภาคนี้จะซับซ้อนและไม่สอดคล้องกับแบบจำลองทั้งหมด แต่หลักฐานหลายด้านบ่งชี้ว่า ภาวะโลกร้อนได้เพิ่มปริมาณไอน้ำในระบบอากาศ ทำให้เมื่อเกิดพายุ ก็มีฝนตกหนักมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของสหภาพยุโรปออกมาเตือนว่า หลายประเทศในยุโรปยังปรับตัวไม่ทันต่อโลกที่ร้อนขึ้นและสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยขึ้น โดยในโปรตุเกสมีเสียงวิจารณ์ว่า ระบบเตือนภัยยังไม่สามารถสร้างความตระหนักให้ประชาชนรับมือได้เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ของสเปน การอพยพอย่างทันท่วงทีกลับช่วยลดการสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่า การเตรียมพร้อมและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รวดเร็ว อาจเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย ท่ามกลางคำถามที่ยังค้างคาว่า หลังจาก “ความเลวร้าย” ที่เกิดขึ้นแล้ว เหตุการณ์ที่ “รุนแรงยิ่งกว่าเดิม” จะตามมาอีกหรือไม่ ในยุคที่สภาพภูมิอากาศโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
