รีเซต

เลือดกรุ๊ป B เสี่ยงเบาหวานประเภท 2 สูงกว่ากรุ๊ปอื่น การศึกษาชี้

เลือดกรุ๊ป B เสี่ยงเบาหวานประเภท 2 สูงกว่ากรุ๊ปอื่น การศึกษาชี้
TNN ช่อง16
24 มิถุนายน 2569 ( 10:47 )

งานวิจัยทบทวนวรรณกรรมอย่างครอบคลุม (Umbrella Review) ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับสากลที่มีชื่อเสียงอย่าง BMC Medicine ในปี ค.ศ. 2024 ทีมนักวิจัยได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากการทบทวนอย่างเป็นระบบ (Systematic Reviews) จำนวน 51 รายการ และการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analyses) ซึ่งประเมินความเชื่อมโยงระหว่างหมู่เลือดระบบ ABO กับผลลัพธ์ทางสุขภาพที่หลากหลายถึง 270 รูปแบบ

มีผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจคือ ในบรรดาความสัมพันธ์ทั้งหมด มีเพียงความเชื่องโยงระหว่าง "กรุ๊ปเลือด B" กับ "ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเบาหวานประเภท 2" เท่านั้น ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับจัดอันดับให้อยู่ในระดับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ในขณะที่ความเชื่อมโยงกับโรคอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังมีหลักฐานที่ไม่หนักแน่นพอ

หากในประชากรกรุ๊ปอื่นที่ไม่ใช่ B มีคนเป็นโรคเบาหวานอยู่ 5 คนจาก 100 คน (5%) การที่คนกรุ๊ป B มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 28% จะหมายถึงการพบคนเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6.4 คนจาก 100 คน (6.4%)

จะเห็นได้ว่าในแง่ของสถิตินั้นมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในแง่ของโอกาสการเกิดโรคในชีวิตจริง ตัวเลขนี้ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างถล่มทลายจนต้องตื่นตระหนกม่ ใช่ความเสี่ยงสัมบูรณ์ (Absolute Risk) ที่หมายความว่าคนกรุ๊ป B ทุกคนจะต้องเป็นโรค


ทำไมกรุ๊ปเลือด B ถึงเสี่ยงมากกว่า

ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถสรุปกลไกทางชีววิทยาที่แน่ชัดได้ 100% แต่มีสมมติฐานหลัก 2 ประการที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งศึกษาต่อ:

1. ผลของแอนติเจน (Antigens) โมเลกุลน้ำตาลที่อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงและเนื้อเยื่อของคนกรุ๊ป B (และกรุ๊ปอื่น) อาจส่งผลต่อกระบวนการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย หรือส่งผลกระทบต่อความไวของเซลล์ในการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin Sensitivity)

2. จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiota) งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า กรุ๊ปเลือดมีส่วนในการกำหนดสภาพแวดล้อมในทางเดินอาหาร ทำให้ระบบนิเวศของแบคทีเรียในลำไส้ของแต่ละกรุ๊ปเลือดมีความแตกต่างกัน ซึ่งจุลินทรีย์ในลำไส้นี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเผาผลาญและการดื้ออินซูลิน


 "พฤติกรรม" ยังคงเป็นปัจจัยที่น่ากลัวกว่ากรุ๊ปเลือด

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำตรงกันคือ **กรุ๊ปเลือดเป็นปัจจัยทางพันธุกรรมที่เราแก้ไขไม่ได้ และเป็นเพียงปัจจัยเสริมเล็กน้อยเท่านั้น** เมื่อเทียบกับปัจจัยหลักด้านพฤติกรรมและวิถีชีวิต (Modifiable Risk Factors) ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้สูงกว่าหลายเท่าตัว (หลายร้อยเปอร์เซ็นต์) ได้แก่

  • ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยเฉพาะการสะสมไขมันบริเวณช่องท้อง (อ้วนลงพุง)
  • พฤติกรรมการบริโภค การทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง แป้งขัดสี และไขมันอิ่มตัวมากเกินไป
  • การขาดกิจกรรมทางกาย นั่งทำงานอยู่กับที่นานๆ และไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

บทสรุปสำหรับผู้มีเลือกรุ๊ป B

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้คนกรุ๊ป B วิตกกังวล แต่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยให้เราประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ได้แม่นยำขึ้น

หากคุณเป็นคนกรุ๊ปเลือด B และรู้ตัวว่ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีคุณพ่อคุณแม่เป็นเบาหวาน หรือมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ข้อมูลนี้ควรเป็นแรงผลักดันให้คุณหันมาใส่ใจสุขภาพ เช็กระดับน้ำตาลในเลือดในการตรวจสุขภาพประจำปี คุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจัง เพราะพฤติกรรมที่ดีสามารถเอาชนะความเสี่ยงทางพันธุกรรมนี้ได้อย่างแน่นอนครับ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง