UAE ถอนตัว จุดจบ OPEC? จุดพลิกน้ำมันโลก

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก (OPEC) มีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยุติการเป็นสมาชิกที่ยาวนานร่วม 60 ปี นับตั้งแต่เข้าร่วมกลุ่มเมื่อปี 2510 การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง UAE เผชิญผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบการส่งออกน้ำมันและเศรษฐกิจของประเทศ โดยการถอนตัวจากกลุ่มจะช่วยให้ UAE สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว หลังจากได้ทุ่มลงทุนมากถึง 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต การที่ไม่ต้องปฏิบัติตามโควตาของ OPEC ที่มีเป้าหมายดันราคาให้สูง จะทำให้ UAE มีอิสระในการผลิตน้ำมันมากขึ้น สะท้อนถึงแนวทางในการเร่งสร้างรายได้ในช่วงโค้งสุดท้ายของยุคน้ำมันบูม ก่อนที่โลกจะขยับสู่ยุคพลังงานทางเลือกอื่น ๆ
ทั้งนี้ กลุ่ม OPEC ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน ปี 2503 โดยมีผู้ก่อตั้งหลัก 5 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ผ่านความร่วมมือด้านการผลิต การถอนตัวของ UAE ทำให้ปัจจุบัน OPEC เหลือสมาชิกรวม 11 ประเทศ ซึ่งอีก 6 ประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย อิเควทอเรียลกินี กาบอง ลิเบีย ไนจีเรีย และสาธารณรัฐคองโก นอกจากนี้ ยังมีประเทศพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันที่เรียกว่า โอเปก พลัส (OPEC+) อีก 10 ประเทศ ซึ่งรวมถึงรัสเซีย
OPEC มีส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 38 ของทั้งโลก ขณะเดียวกันก็มีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วคิดเป็นร้อยละ 80 ของทั้งโลก และมีสัดส่วนการส่งออกน้ำมันกว่าร้อยละ 50 ของทั้งโลก ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา OPEC ควบคุมราคาน้ำมันดิบผ่านการลดหรือเพิ่มกำลังการผลิตตามโควตาที่จัดสรรให้กับสมาชิก และมีบทบาทต่อตลาดน้ำมันโลกมายาวนาน แต่ปัจจุบันน้ำมันมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกน้อยลงจากช่วงทศวรรษ 1970 OPEC ยังคงมีอำนาจต่อรอง แต่ไม่ใช่การผูกขาดอีกต่อไป
แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะมีบทบาทนำใน OPEC แต่ UAE เป็นสมาชิกที่ทรงอิทธิพลรองลงมา โดยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกเพียงไม่กี่แห่งที่มีกำลังการผลิตสำรองมากพอที่จะส่งผลต่อทิศทางราคาและรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ ทั้งซาอุดีอาระเบียและ UAE มีกำลังการผลิตสำรองรวมกันมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นอกจากนี้ UAE ยังขึ้นแท่นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของ OPEC ในปี 2568 มีกำลังการผลิตอยู่ที่ราว 3.12 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12 ของทั้งหมดในกลุ่ม รองจากซาอุดีอาระเบียที่อยู่ที่ 9.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอิรัก 3.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม แม้อิหร่านจะเป็นสมาชิก OPEC ที่ผลิตน้ำมันได้สูงกว่า UAE เล็กน้อย แต่มักไม่ถูกรวมในการจัดอันดับเพราะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรที่จำกัดปริมาณการผลิต
UAE ครองอันดับ 3 ประเทศที่ส่งออกน้ำมันมากสุดในปี 2568 โดยส่งออกรวม 2.88 ล้านบาร์เรลต่อวัน รองจากซาอุดีอาระเบียที่อยู่ที่ 6.43 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอิรัก 3.26 ล้านบาร์เรลต่อวัน นักวิเคราะห์ประเมินว่า การถอนตัวของ UAE จะช่วยให้สามารถส่งออกน้ำมันได้เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องหาผู้ซื้อรายใหม่ เนื่องจาก UAE มีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นมายาวนานกับประเทศผู้บริโภครายใหญ่ในเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ขณะเดียวกัน UAE มีจุดคุ้มทุน (break-even) สำหรับการผลิตน้ำมันอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า จุดคุ้มทุนน้ำมันของ UAE อยู่ที่ราว 45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของซาอุดีอาระเบียที่อยู่ที่ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องการราคาน้ำมันที่ประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ UAE สามารถทำกำไรจากน้ำมันที่ขายได้ แม้ว่าราคาน้ำมันโลกจะลดลงก็ตาม
การโบกมือลา OPEC ของ UAE เป็นการปลดแอกจากพันธะในการผลิตตามโควตา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งที่กำลังการผลิตจริงของ UAE ก่อนเกิดสงครามอยู่ที่ 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หมายความว่า UAE ผลิตน้ำมันต่ำกว่าศักยภาพราว 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.5 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก ซึ่งมากพอที่จะทำให้ UAE มีความได้เปรียบอย่างมากในตลาดน้ำมันโลก ในขณะที่เป้าหมายการผลิตอยู่ที่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2570 หลังจาก UAE ได้ลงทุนจำนวนมากเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
แนวทางของ UAE ชัดเจนว่าต้องการเก็บเกี่ยวรายได้จากน้ำมันให้มากที่สุด แตกต่างจากซาอุดีอาระเบียที่ต้องการควบคุมกำลังการผลิตเพื่อรักษาราคาให้อยู่ในระดับสูง โดยทั่วโลกส่งสัญญาณพึ่งพาน้ำมันน้อยลง ประกอบกับการเน้นพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ทั้งรถยนต์ รถไฟ รถบรรทุก ช่วยลดความต้องการบริโภคน้ำมันของจีนลงมากถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และแนวโน้มนี้เร่งตัวขึ้นทั่วโลก
ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนจุดยืนที่แตกต่างด้านนโยบายต่างประเทศในกลุ่ม OPEC โดยเฉพาะ UAE กับซาอุดีอาระเบีย ฝั่ง UAE เผชิญการโจมตีจากอิหร่านรุนแรงกว่าบรรดาเพื่อนบ้านอื่น ๆ ที่อยู่ในแนวโจมตี ทำให้ UAE มีแนวทางที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่ออิหร่าน ส่วนซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และโอมาน สนับสนุนแนวทางการทูตมากกว่า
ขณะที่การถอนตัวของ UAE ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากประเทศสมาชิกที่ปฏิบัติตามโควตาไม่พอใจประเทศที่ไม่ยอมทำตาม หรือเห็นความสำเร็จของ UAE ก็อาจปลุกให้สมาชิกถอนตัวเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะยิ่งกระทบต่อความสำคัญของ OPEC ในตลาดน้ำมันโลก โดยประเทศที่ต้องจับตา รวมถึงคาซัคสถานที่ผลิตน้ำมันเกินโควตาอย่างต่อเนื่อง ไนจีเรียที่ให้ความสำคัญกับการกลั่นภายในประเทศมากขึ้นและพึ่งพากลไกตลาดโลกน้อยลง สุดท้าย คือ เวเนซุเอลาที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ มากขึ้น ทำให้เป็นไปได้ที่จะต้องการความยืดหยุ่นกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กาตาร์ เอกวาดอร์ และแองโกลา ได้ถอนตัวจาก OPEC
การถอนตัวของ UAE ส่งผลสะเทือนต่อเสาหลักที่ค้ำจุน OPEC ในการบริหารจัดการตลาดน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้ OPEC มีโครงสร้างที่อ่อนแอลงและอำนาจต่อรองลดลง ยิ่งหากมีสมาชิกถอนตัวเพิ่มเติมก็จะยิ่งสั่นคลอนมากขึ้น แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะยังมีศักยภาพในการควบคุมตลาดจากกำลังการผลิตสำรองจำนวนมาก แต่จากนี้จะไม่มี UAE ช่วยแบ่งเบา ทำให้ซาอุฯ ต้องพึ่งพาการลดกำลังผลิตของตนเองมากขึ้นในการรักษาเสถียรภาพราคา หมายความว่าการพยุงราคาน้ำมันจะมีต้นทุนสูงขึ้นและมีประสิทธิภาพน้อยลงสำหรับซาอุฯ
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า การบอกลาของ UAE อาจเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ OPEC เนื่องจากบทบาทลดลงเรื่อย ๆ แต่อีกฟากมองว่า OPEC จะยังคงอยู่ต่อไป เพื่อทำหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพของตลาด แม้จะมีสมาชิกน้อยลงก็ตาม ขณะที่การถอนตัวของ UAE ยังไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในขณะนี้ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดอยู่ แต่จะส่งผลต่อราคาหลังจากการขนส่งน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ
สำหรับเอเชีย ประโยชน์จากการถอนตัวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ตราบเท่าที่การขนส่งยังคงหยุดชะงัก ผลประโยชน์จากการถอนตัวของ UAE จะยังไม่เกิดขึ้น และถึงแม้จะมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ การฟื้นตัวก็อาจใช้เวลาอีกนานหลายเดือน เพราะประเทศในตะวันออกกลางจะต้องเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากปัจจุบันที่ลดกำลังผลิตลง ในระยะสั้น เขตเศรษฐกิจในเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ จะยังไม่เห็นการลดลงของราคา ประกอบกับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น เบี้ยประกันภัยที่แพงขึ้น และความไม่แน่นอนที่ยังสูง แต่ในระยะยาว กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของ UAE อาจช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสำหรับผู้ซื้อรายใหญ่ได้
สำหรับผลกระทบต่อไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ ระบุว่า ไทยนำเข้าพลังงานจาก UAE มากสุด โดยมูลค่าการนำเข้าในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 28.8 ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด ส่วนมูลค่าการนำเข้าน้ำมันในไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 3.138 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น ร้อยละ 29.7 ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด
ในส่วนของไทยซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญในหลายมิติ ได้แก่ 1.ด้านต้นทุนพลังงาน มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อาจลดลงในระยะยาว ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานลดลง 2.ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ ราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม 3.ด้านความมั่นคงทางพลังงาน การที่ UAE สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างไร้ข้อจำกัด อาจช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของไทย และ 4.ด้านความเสี่ยง ไทยยังคงเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้นจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม
การถอนตัวของ UAE ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดน้ำมันโลกจากระบบที่พึ่งพาการกำกับโดยกลุ่มประเทศผู้ผลิต ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดและการแข่งขันมากขึ้น แม้ว่าไทยจะได้รับประโยชน์ในเชิงต้นทุนพลังงานในระยะยาว แต่ก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์พลังงานโลกในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
