แผน 15 ข้อสหรัฐฯ = ยาพิษ? เดิมพันครั้งใหญ่ อิหร่านใช้ “อาวุธวันสิ้นโลก”

หลังจากที่สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อเพื่อปิดฉากสงครามในตะวันออกกลาง แต่เพียงแค่หนึ่งวันถัดมา อิหร่านไม่เพียงไม่รับแผนนั้น หากยังยื่นเงื่อนไขหมัดเด็ดกลับมาเพียง 4 ข้อ ซึ่งแต่ละข้อไม่ได้เบาเลย มีทั้งการเรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติแผนสังหารผู้นำอิหร่าน การรับประกันว่าจะไม่มีสงครามในอนาคต การถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคทั้งหมด ไปจนถึงการเรียกร้องค่าชดเชยจากสงคราม
ในสายตานักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางคนมองว่า แผน 15 ข้อของสหรัฐฯ ไม่ต่างจาก “ยาพิษ” ที่อิหร่านไม่มีวันจะกลืนลงไปได้ เพราะถ้ามองจากจุดยืนของเตหะราน สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การรักษาสถานะทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การลดทอนความเสียหาย และไม่ใช่แม้แต่การรักษาภาพลักษณ์ในสายตาโลก แต่คือ “ขอแค่ระบบอยู่รอด แม้ประเทศจะเผชิญความเสียหายมากแค่ไหนก็ตาม” เพราะตราบใดที่ระบอบยังอยู่ อิหร่านก็อาจยังอ้างชัยชนะได้
ทว่า ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ อิหร่านอาจเดินมาถึงจุดที่ “ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” โดยเฉพาะหลังจากได้ใช้อาวุธอันครายที่สุดของตนเองไปแล้วอย่างที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Doomsday Weapon” หรือ “อาวุธวันสิ้นโลก” อย่างการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
แผน 15 ข้อของสหรัฐฯ กับเงาทหารที่เคลื่อนเข้าสู่ภูมิภาค
ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม) นอกจากสหรัฐฯ ได้ยื่นแผน 15 ข้อเพื่อหวังปิดฉากสงครามในตะวันออกกลางแล้ว สหรัฐฯ ยังเดินหน้าเสริมกำลัทหารเข้าสู่ภูมิภาค รวมถึงการส่งหน่วยพลร่มที่ 82 ลพื้นที่
ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า การเสริมกำลังหลายพันนายนี้ อาจไม่ใช่แค่การกดดันทางการเมือง แต่อาจเชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ของการบุกยึดเกาะคาร์ก จุดยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่าน ในการส่งออกน้ำมัน
ฝั่งอิหร่านว่าอย่างไรบ้าง?
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่านว่า เตหะรานกำลังพิจารณาข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม โดยทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนข้อความหลายฉบับผ่านทางคนกลางในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
แต่ในเวลาเดียวกัน อารักชีก็ย้ำชัดว่า อิหร่านไม่มีการเจรจาใดๆ กับรัฐบาลสหรัฐฯ และไม่มีความตั้งใจจะเข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยระบุว่าการแลกเปลี่ยนข้อความผ่านทางคนกลางนั้น ไม่ได้เท่ากับการนั่งโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ
ถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นการโต้แย้งคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อ้างก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลอิหร่านกำลังเจรจากับสหรัฐฯ และต้องการข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม
คำเตือนเรื่องเกาะคาร์ก
ส่วนประเด็นเกาะคาร์ก โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบัฟ ประธานสภาอิหร่าน โพสต์ผ่านออนไลน์ว่า อิหร่านกำลังจับตาความเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะการส่งทหารเข้ามาเพิ่มในภูมิภาค
เขาเตือนสหรัฐฯ ด้วยว่า วอชิงตันอาจต้องสังเวยชีวิตทหาร เพียงเพื่อสนองความเพ้อฝันของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู
กาลิบัฟยังระบุอีกว่า อิหร่านได้รับข้อมูลข่าวกรองว่า ศัตรูกำลังเตรียมยึดหนึ่งในเกาะของอิหร่าน โดยมีประเทศหนึ่งในตะวันออกกลางให้การสนับสนุน และหากทหารสหรัฐฯ บุกขึ้นเกาะของอิหร่านเมื่อใด เตหะรานจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั้งหมดในตะวันออกกลางอย่างไร้ความปราณี รายงานของอัล จาซีรา ระบุว่า เกาะที่อิหร่านกำลังพูดถึงนั้นก็คือ “เกาะคาร์ก”
เปิดเงื่อนไข 4 ข้ออิหร่าน
ขณะที่ เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม) สถานีโทรทัศน์ของรัฐอิหร่าน รายงานว่า นอกจากจะปฏิเสธแผน 15 ข้อของทรัมป์แล้ว อิหร่านยังเสนอเงื่อนไข 4 ข้อกลับไปด้วย
ด้านความปลอดภัยและอธิปไตย:
อิหร่านเรียกร้องให้ยุติแผนสังหารผู้นำของประเทศ
ต้องมีหลักประกันว่าจะไม่มีสงครามในอนาคต
และสหรัฐฯ ต้องถอนฐานทัพและกำลังพลทั้งหมดออกไปจากภูมิภาค
ด้านเศรษฐกิจและการชดเชย:
สหรัฐฯ ต้องชดเชยความเสียหายจากสงคราม
และสหรัฐฯ ต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด
การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ:
อิหร่านต้องการให้มีการยอมรับอำนาจของตนเองในการควบคุมช่องแคบนี้ โดยเสนอระบบที่คล้ายกับที่ตุรกีใช้ในช่องแคบบอสฟอรัส หรือที่อียิปต์ใช้ในคลองสุเอซ โดยระบบที่ว่าคือการที่อิหร่านมีสิทธิในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อิหร่านต้องการสิทธิขาดในการควบคุมว่าใครจะเข้าออกเส้นทาง เดินเรือยุทธศาสตร์นี้ได้บ้าง
ด้านการทหารและความมั่นคงในภูมิภาค:
อิหร่านเสนอให้มีการสร้างโครงสร้างความมั่นคงใหม่ะในตะวันออกกลาง ที่มีเพียงอิหร่านกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น หรือพูดให้ชัดก็คือ ระบบความมั่นคงใหม่ที่ “ไม่มีกองกำลังต่างชาติ” ซึ่งก็สอดคล้องกับเงื่อนไขที่เรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนฐานทัพ และกำลังพลออกจากภูมิภาคทั้งหมด
ทำไมข้อเสนอของอิหร่านถึงถูกมองว่า “สุดโต่ง”?
Sarah Assara Bazubandi จากสถาบันความมั่นคงทางการเมือง มหาวิทยาลัย Kiel ของเยอรมนี มองว่า ข้อเสนอของฝั่งอิหร่านมีลักษณะเป็น “Maximalist” หรือการเรียกร้องแบบสุดโต่ง
ตัอย่างชัดที่สุดคือเรื่องสิทธิขาดเหนือช่องแคบฮอร์มุซ เพราะแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่สหรัฐฯ จะยอม ยิ่งในสถานการณ์ตอนนี้ ที่อิหร่านประกาศว่า “ฮอร์มุซไม่ได้ปิด แต่ก็ไม่ได้เปิดให้ศัตรู” ผลกระทบก็รุนแรงพอที่จะเขย่าเศรษฐกิจโลกไปแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่เกิดขึ้นและกระจุกอยู่แต่ในภูมิภาคเดียว แต่นี่เป็นวิกฤตพลังงานที่สะเทือนคนทั้งโลก
ส่วน Natan Sachs นักวิชาการอาวุโสจาก สถาบันตะวันออกกลางในวอชิงตัน ดี.ซี. วิเคราะห์ว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ในรอบนี้ ยังไม่เห็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมากนัก แต่ขับเคลื่อนด้วย “สัญชาตญาณ” เป็นหลัก
เขายังเปรียบวิธีดำเนินโยบายครั้งนี้ของทรัมป์ว่าเหมือน “สร้างเครื่องบินในขณะที่กำลังบินอยู่” ซึ่งวิธีนี้อาจใช้ได้ในปฏิบัติการระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อ จะยิ่งซับซ้อนและอะนตรายมากขึ้น
ในสายตาของเขา Natan Sachs สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจหวังผลลัพธ์อย่างใดอย่างหนึ่งจาก 3 ทางเลือกนี้
Regime Change - การเปลี่ยนระบอบการปกครอง นี่อาจเป็นเป้าหมายสูงสุดของเนทันยาฮู เพราะเชื่อมโยงกับความหวังที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค
Massive Degradation - เดินหน้าทำลายขีดความสามารถของอิหร่านอย่างหนัก ทั้งคลังโดรน ขีปนาวุธ และโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์
Pushing to a deal - บีบให้อิหร่านกลับมาเจรจา นี่น่าจะเป็นเป้าหมายที่ทรัมป์ให้ความสำคัญมากที่สุด โดยใช้แรงกดดันทางทหารเป็น “อำนาจต่อรอง” ตามสไตล์ “Art of the Deal” ให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงกันใหม่
สงครามอสมมาตร และเหตุผลที่อิหร่านยังไม่แพ้
ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ คือสงครามแบบอสมมาตร หรือ Asymmetric Warfare ที่หมายถึงสงครามที่สองฝ่ายมีศักยภาพทางทหารไม่เท่ากันอย่างชัดเจน สหรัฐฯ เหนือกว่าอิหร่านมากในแทบทุกมิติ แต่ไม่ได้แปลว่าอิหร่านไม่มีแต้มต่อ เพราะในสงครามอสมมาตร ฝ่ายที่อ่อนกว่ามักไม่เล่นเกมเดียวกับฝ่ายที่แข็งกว่า ซึ่งสำหรับอิหร่านนั้น แต้มต่อไม่ใช่แค่โดรนราคาถูก ผลิตได้จำนวนมาก หรือการสร้างแรงกดดันผ่านฮอร์มุซ แต่คือ “จุดยืน”
จุดยืนที่ว่าคือ “ขอเพียงระบอบยังรอด อิหร่านก็ยังประกาศชัยชนะได้” นั่นทำให้เกณฑ์คำว่า “ชนะ” ของอิหร่านอาจไม่เหมือนกับเกณฑ์ของสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเลย
Big Gamble เดิมพันครั้งใหญ่
ทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามใหญ่ที่สุด นั่นก็คือ ถ้าหนึ่งในเป้าประสงค์อย่างการเปลี่ยนระบอบในอิหร่านไม่สำเร็จ และเมื่อดูจากแผน 15 ข้อ ของสหรัฐฯ กับ 4 ข้อ ของอิหร่านที่สวนทางกันขนาดนี้ ทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็น Big Gamble หรือการ “เดิมพันครั้งใหญ่” หรือไม่
นักวิเคราะห์มองไปข้างหน้าว่า ถ้าการเปลี่ยนระบอบไม่สำเร็จ สหรัฐฯ อาจต้องย้อนกลับไปใช้ยุทธศาสตร์ “ปิดกั้นด้วยกำลัง” มากขึ้น แต่ปัญหาคึอ เส้นทางนั้นจะยากและเสี่ยงกว่าเดิม เพราะอะไร?
เพราะอิหร่านได้ใช้ “อาวุธวันสิ้นโลก” ที่อันตรายที่สุดของตัวเองไปแล้ว นั่นก็คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อเดินมาถึงจุดนี้ ทำให้ในอนาคตไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้ว และถ้าไม่เหลืออะไรต้องเสีย เตหะรานก็อาจกลับไปมีสมาธิสะสมอาวุธหรือเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ได้เร็วยิ่งกว่าเดิม
กล่องดำที่ชื่อว่า อิหร่าน
ท้ายที่สุด Natan Sachs มองว่า อิหร่านยังเป็นเหมือน “กล่องดำ” ที่ยากจะคาดเดา เพราะภายในของอิหร่านเองก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด มีทั้งกลุ่มนักปฏิบัตินิยม ที่อยากหยุดสงครามเพราะเห็นความเสียหายทางเศรษฐกิจ และมีกลุ่มสายแข็ง โดยเฉพาะเครือข่ายที่โยงกับกองกำลัง IRGC ซึ่งผ่านประสบการณ์สงครามอิรัก-อิหร่านมาถึง 8 ปี และพร้อมจะสู้ในะระยะยาวได้อย่างสบาย
จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีตอบได้ว่า Big Gamble หรือการเดิมพันครั้งใหญ่นี้ ท่ามกลางความเสียหายที่หนักขึ้นทุกวัน และผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน สุดท้ายจะบีบให้อิหร่านกลับมานั่งโต๊ะเจรจา หรือจะยิ่งผลักให้อิหร่านเลือกจะสู้จนวันสุดท้าย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
