COCOCOปั้นผลงานพันล. ตลาดจีนฮอตดันตัวเลขโต

#COCOCO #ทันหุ้น - COCOCO เปิดแผน JUMP+ ตั้งเป้ากำไรพันล้านบาท ปี 2571 คาดปีนี้รายได้รวม 9 พันล้านบาท มองตลาดจีนสัญญาณเศรษฐกิจดีหนุน ยอดขายน้ำมะพร้าวเติบโต 35% อาหารสัตว์เลี้ยงโตสูงถึง 100% ด้านโรงงานในฟิลิปปินส์คาดเริ่มดำเนินการไตรมาส 3/2569 ดันกำไรดีดทันที และเอื้อได้เปรียบเชิงภาษีรุกยุโรป
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดแผนจัมพ์พลัส (JUMP+ ) โดยตั้งเป้าหมายสร้างกำไรสุทธิระดับช่วง 800 - 1,000 ล้านบาท ในปี 2571 ผ่านกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารต้นทุน และการลงทุนเชิงกลยุทธ์
@เศรษฐกิจจีนหนุน
บริษัทยังคงครองตำแหน่งผู้ส่งออกน้ำมะพร้าวอันดับ 1 ของประเทศไทย และมองเห็นโอกาสการขยายตัวในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการที่สัญญาณเศรษฐกิจจีนเมื่อต้นปีนี้เชื่อมั่นว่าจะช่วยสนับสนุนตลาดน้ำมะพร้าวได้ชัดเจน โดยบริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในตลาดจีน โดยมุ่งจำหน่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตโดยตรง เพื่อรักษาผลกำไรและลดความเสี่ยงจากการผ่านตัวกลาง พร้อมกันนี้ยังได้ประสานงานกับทางการจีนเพื่อหวังแก้ปัญหาการปลอมแปลงน้ำมะพร้าว ซึ่งปัจจุบันสามารถสะสางปัญหาไปได้เกือบทั้งหมดแล้ว ทำให้เชื่อมั่นว่าแบรนด์ของบริษัทจะเติบโตได้อย่างมั่นคงในตลาดจีน
ทั้งนี้บริษัทต้องการสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนและสมดุลรายได้ทั้งธุรกิจหลักปัจจุบัน และส่วนยอดขายสินค้าที่กำลังเป็นดาวรุ่ง โดยจำแนกรายได้ตามกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมะพร้าว (Coconut Water), กะทิ (Coconut Milk) และ อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ปี 2568 น้ำมะพร้าวมีรายได้ 3,172 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 47%, กะทิ 2,556 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 38% และอาหารสัตว์เลี้ยง 859 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 13%
สำหรับเป้าหมายปี 2569 น้ำมะพร้าวจะเติบโต 35%, กะทิจะเติบโต 20% และอาหารสัตว์เลี้ยงจะเติบโตสูงถึง 100% พร้อมคาดการณ์คาดว่ารายได้รวมจะแตะระดับ 9,000 ล้านบาท หรือมากกว่า อีกทั้งทั้งในปีถัดไปรายได้อาหารสัตว์จะยังขยายตัวชัดเจนต่อสนับสนุนการเติบโตรายได้ในระยะถัดไปกระทั่้งผลิตภัณฑ์หลักทั้ง 3 กลุ่มให้มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน
@ฟิลิปปินส์กับแผนรุก
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ COCOCO คือการรุกเข้าลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งก่อประโยชน์หลัก 5 ข้อ ได้แก่ 1. สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก PEZA : Philippines Economic Zone Authority เว้นภาษีเงินได้ 5 ปี 2. ความได้เปรียบด้านภาษีนำเข้าในบางตลาด เช่น ยุโรป รวมถึงอังกฤษ ที่จะเป็น 0% 3. การเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบมะพร้าวที่มีราคาถูกกว่าไทยประมาณครึ่งหนึ่ง 4. การกระจายความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ เนื่องจากฟิลิปปินส์ไม่มีปัญหาเอลนีโญเหมือนไทย และ 5. การสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวจากการมีวัตถุดิบที่ไม่จำกัด
ทั้งนี้ คาดว่าโรงงานที่ฟิลิปปินส์จะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 3/2569 และส่งผลดีต่อผลประกอบการทันทีจากส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้น และจะเป็นฐานสำคัญในการสนับสนุนการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะฝั่งยุโรปในปีหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
