"จีน-ญี่ปุ่น" ใช้เอไอแทนที่แรงงานคน เดินหน้าลดจ้างงาน เด็กจบใหม่-เจนซี จุดเปลี่ยนโลก ที่ระบบการศึกษาตามไม่ทัน?

โจทย์ใหญ่แรงงาน เรียนไปเพื่ออะไร? จีน–ญี่ปุ่นลดจ้างแรงงาน เอไอแทนที่เด็กจบใหม่ “เจนซี”
เรียนไปทำไม? คำถามที่ดังขึ้นทั่วโลก
เรียนไปเพื่ออะไร เรียนสูงมาเพื่ออะไร หากสุดท้ายแล้วจบออกมาคือ “เตะฝุ่น” คำถามนี้กำลังกลายเป็นเสียงสะท้อนของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กจบใหม่และผู้ที่กำลังเผชิญภาวะว่างงานในเวลานี้ และนี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน
ล่าสุด ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและญี่ปุ่น ต่างกำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยน “กติกา” ของโลกการทำงาน เด็กรุ่นใหม่หรือ “เจนซี” กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่า ในเกมใหม่นี้ เราจะยืนอยู่ตรงไหน
วิกฤตแรงงานจีน: เด็กจบใหม่ว่างงานพุ่ง
ประเทศจีนกำลังเผชิญวิกฤตการว่างงานที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่เพียงการว่างงานทั่วไป แต่เป็นการที่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจนซี ไม่สามารถหางานทำได้
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ระบุว่า อัตราการว่างงานในกลุ่มอายุ 25–29 ปี ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.7% จาก 7.2% ในปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มเยาวชนอายุ 16–24 ปี มีอัตราการว่างงานสูงเกือบ 17% ส่งผลให้อัตราการว่างงานโดยรวมของประเทศขยับขึ้นไปอยู่ที่ 5.4%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะยังเติบโต แต่ตลาดแรงงานกลับไม่สามารถรองรับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเพียงพอ
AI Shock: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกมแรงงาน
คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดแรงงานโลกในเวลานี้ และคำตอบหนึ่งที่ชัดเจนคือ “AI Shock” หรือแรงกระแทกจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
ในโลกการทำงานยุคใหม่ องค์กรต่างๆ หันไปพึ่งพา AI มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และแข่งขันในระดับโลก รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า กลุ่มแรงงานอายุ 25–29 ปี กำลังกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงนี้
ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Citigroup Inc. ประเมินว่า จีนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ AI และอาจนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงานมากถึง 70 ล้านตำแหน่งในอนาคต
ไม่ใช่แค่ AI: มรสุมเศรษฐกิจซ้ำเติมจีน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาตลาดแรงงานของจีนไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยลบอีกหลายด้านที่เข้ามาซ้ำเติม
แรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการส่งออก ทำให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงาน ขณะเดียวกัน รายได้จากค่าจ้างเติบโตช้าที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022
พฤติกรรมผู้บริโภคภายในประเทศก็เปลี่ยนไป ครัวเรือนจีนหันมาออมเงินมากขึ้น โดยสัดส่วนเงินออมต่อรายได้พุ่งสูงถึง 38% ในไตรมาสแรก
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จีนอาจเข้าสู่ภาวะ “การเติบโตที่ไร้การจ้างงาน” หรือ Jobless Growth เนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพาภาคการผลิตที่ใช้ระบบอัตโนมัติสูงมากขึ้น ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนถึง 30% ของ GDP แต่จ้างงานเพียง 20% เท่านั้น
ญี่ปุ่นสะเทือน: บริษัทใหญ่ลดรับเด็กจบใหม่
เมื่อขยับจากจีนมาที่ญี่ปุ่น ประเทศที่ขึ้นชื่อด้านเทคโนโลยีระดับโลก ก็เริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเช่นกัน
รายงานจาก Kyodo News ระบุว่า บริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดการรับนักศึกษาจบใหม่ในปีงบประมาณ 2570
จากการสำรวจบริษัทชั้นนำ 111 แห่ง พบว่า 23% หรือ 25 บริษัท มีแผนลดการจ้างงาน เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มีเพียง 16% หรือ 18 บริษัท ที่ยังคงแผนเพิ่มการจ้างงาน
นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่จำนวนบริษัทที่ลดการจ้างงาน มีมากกว่าบริษัทที่ขยายการจ้างงาน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานญี่ปุ่น
ธุรกิจญี่ปุ่นเปลี่ยนเกม: ใช้ AI แทนแรงงาน
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ คือการปรับตัวของภาคธุรกิจญี่ปุ่น จากการจ้างงานเชิงรุกหลังโควิด-19 ไปสู่การปรับโครงสร้างแรงงานครั้งใหญ่
Murata Manufacturing ระบุว่า การใช้ Generative AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทตัดสินใจลดการรับพนักงานใหม่
ขณะเดียวกัน บริษัทจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนนโยบายจากการรับเด็กจบใหม่ ไปสู่การจ้างแรงงานที่มีประสบการณ์ (Mid-career) โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อให้สามารถทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาฝึกอบรม
บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Hitachi และ MUFG ยืนยันว่า การจ้างงานในปีถัดไปจะเน้นไปที่แรงงานที่มีประสบการณ์มากขึ้น
นอกจากนี้ การจ้างแรงงานต่างชาติยังกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ โดย 39% ของบริษัทที่สำรวจ รวมถึง Fujifilm Holdings และ Skylark Holdings มีแผนเพิ่มจำนวนพนักงานต่างชาติ เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูง
ไทยอยู่ตรงไหน: ว่างงานต่ำ แต่ไม่มั่นคง
เมื่อย้อนกลับมามองประเทศไทย ภาพที่เห็นอาจดูสวนทางกับจีนและญี่ปุ่น เพราะข้อมูลจาก OECD ระบุว่า ไทยมีอัตราการว่างงานต่ำเพียง 1–2%
แต่ในความเป็นจริง แรงงานจำนวนมากกลับอยู่ในภาคนอกระบบ รายได้ต่ำ และไม่มีความมั่นคง
ปัญหาสำคัญคือ “ทักษะไม่ตรงกับงาน” ทำให้เกิดภาวะที่คนหางานยาก ขณะที่บริษัทก็หาคนไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กจบใหม่ ซึ่งมากกว่า 34% ต้องทำงานต่ำกว่าระดับทักษะของตนเอง
สาเหตุหลักมาจากระบบการศึกษาที่ยังไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และการขาดระบบแนะแนวอาชีพที่มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ไทยยังขาดแคลนแรงงานในสาขา STEM ทั้งที่ตลาดต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง
OECD เตือนว่า หากไทยไม่เร่งพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะการ reskill และ upskill ประเทศอาจ “ตามไม่ทัน” การเปลี่ยนแปลงของโลก และจะเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI
บทสรุป: คำถามที่ไม่มีใครเลี่ยงได้
เรียนไปทำไม หากจบมาแล้วหางานไม่ได้
เรียนสูงไปทำไม หากสุดท้ายรายได้ไม่ต่างกัน
คำถามเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงคำถามของคนคนหนึ่ง แต่คือคำถามของทั้งระบบเศรษฐกิจ และอนาคตของประเทศ
สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนและญี่ปุ่น กำลังสะท้อนภาพของโลกการทำงานยุคใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการ “จำนวนคน” แต่ต้องการ “คุณภาพและทักษะ” ที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี
และคำถามสำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยจะปรับตัวได้ทันหรือไม่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
